علوُّ مكانة أهل البيت عند الصحابة و
تابعيهم بإحسان

ฐานะอันทรงเกียรติของ “อะฮฺลุ้ลบัยติ”


ซอฮาบะฮฺ และบรรดาตาบิอีน

ตอนที่
2

 ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ

           อิบนุ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลอะกีดะตุลวาซีฏียะฮฺ” ว่า :

           และพวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ) จะรักใคร่ให้เกียรติวงศ์วานของท่านร่อซูล  และยอมรับให้เป็นผู้ปกครอง และเฝ้าจดคำสั่งเสียของท่านร่อซูล  ที่ได้กำชับเกี่ยวกับคนเหล่านั้น โดยที่ท่านได้กล่าวไว้ในวัน
“ฆอดีรคุม” ว่า :

            “ฉันขอเตือนพวกท่านให้กล่าวคำรำลึกถึงอัลลอฮ์
เกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน”

           และท่านนบี ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกับท่านอับบ๊าส ซึ่งเป็นลุงของท่าน
ขณะที่ได้ไปปรับทุกข์กับท่านนบีว่า “กุเรชบางคนทำกักฃฬะกับตระกูลฮาชิม” ท่านนบี กล่าวว่า :

           “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
พวกเขาจะยังไม่ศรัทธา (อีมาน) จนกว่าพวกเขาจะได้รักใคร่พวกท่านเพื่ออัลลอฮ์
และเพื่อการเป็นวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของฉัน”

           ท่านร่อซูล  กล่าวว่า : “แท้จริง อัลลอฮ์
ได้ทรงคัดเลือกเผ่ากินานะฮ์ มาจากลูกหลาน(บนี) ของท่านนบีอิสมาอีล
และทรงคัดเลือกกุเรชมาจากเผ่ากินานะฮ์ และทรงคัดเลือกตระกูลฮาชิมมาจากกุเรช
และทรงคัดเลือกฉันมาจากตระกูลฮาชิม”

           พวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) ถือว่าบรรดาภรรยาของท่านร่อซูล  เป็นมิตร และเป็นมารดาแห่งบรรดาผู้ศรัทธา และศรัทธาเชื่อมั่นว่า
บรรดาเธอเหล่านั้นเป็นภรรยาของท่านร่อซูลทั้งในโลกดุนยา และอาคิเราะฮ์ด้วย โดยเฉพาะท่านหญิงคอดีญะฮ์
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ซึ่งเธอเป็นมารดาของลูกๆของท่านร่อซูล 
เธอเป็นบุคคลแรกที่ได้ศรัทธาต่อท่านร่อซูล
เธอเป็นกำลังสำคัญที่สนับสนุนกิจการงานของท่านร่อซูล
และเธอเป็นผู้ที่ได้รับฐานะตำแหน่งอันสูงเกียรติจากท่านร่อซูล
เธอเป็นผู้มีความศรัทธามั่น เป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริตใจ

          
และท่านหญิงอาอิชะฮ์ ผู้ได้ฉายาว่า “อัซซิดดีเกาะฮฺ บินติ
อัซซิดดี๊ก”
เป็นบุตรีของผู้ที่ได้ชื่อว่า “อัซซิดดีกุ”
(ผู้มีความศรัทธามั่น ผู้มีความเชื่อมั่นอย่างสุจริตใจ) ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา
เธอเป็นบุคคลที่ท่านนบี  กล่าวถึงว่า :

قال فيها النبي صلى الله عليه وسلم : 

(( فضل عائشة على النساء كفضل الثريد على سائر الطعام
))


           “ความประเสริฐของอาอิชะฮฺ (ที่ประเสริฐเหนือกว่าสตรีทั้งหลาย) นั้น
เสมือนกับความประเสริฐของอัซซะรี๊ด (ข้าวโอ๊ดต้ม
มีลักษณะคล้ายข้าวต้มผสมนมและน้ำตาล)
ซึ่งดีกว่าอาหารทั่วๆไป”

           และพวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ)
จะทำตัวให้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางของพวก
“อัรรอวาฟิฎ”
ที่อาฆาต เคียดแค้น
และสาปแช่งด่าว่าบรรดาซอฮาบะฮฺ

           และพวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) จะทำตัวให้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางของพวก
“อันนะวาศิบ”
(กลุ่มบุคคลที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับวงศ์วานของท่านร่อซูล)
เป็นผู้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แก่วงศ์วานของท่านร่อซูล  ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ

           ท่านอิบนุ
ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลวะซียะฮฺอัลกุบรอ”
เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “มัจญ์มู๊อฺ ฟะตาวา” (เล่มที่ 3 หน้าที่
407-408) ว่า :

          “และนอกจากนี้
วงศ์วานของท่านร่อซูล  ยังได้รับสิทธิต่างๆมากมายที่จำเป็นจะต้องให้ความเอาใจใส่จากสิทธิเหล่านั้น
เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกำหนดสิทธิ์ “อัลคุมุซ” (หนึ่งในห้าทรัพย์เชลย) และ
“อัลฟัยอุ” (ทรัพย์ที่ยึดได้จากศัตรูโดยมิได้เกิดการสู้รบกัน) ให้ท่านเหล่านั้น
และอัลลอฮฺตะอาลา ยังทรงกำชับให้ขอพรให้แก่ท่านเหล่านั้น
พร้อมกับการขอพรให้แก่ท่านร่อซูล  ซึ่งท่านร่อซูล  ได้กล่าวแก่พวกเราว่า

       
 “ท่านทั้งหลาย จงกล่าวเถิดว่า โอ้ อัลลอฮฺ!
ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพรแก่มุฮัมมัด และวงศ์วานของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานพรแด่อิบรอฮีมมาก่อนแล้ว
แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง
และขอพระองค์ได้ทรงประทานความเป็นศิริมงคลแด่มุฮัมมัด และแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานความเป็นสิริมงคลแด่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาก่อน
แท้จริง พระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญยิ่ง
และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่ง”

          
วงศ์วานของมุฮัมมัดนั้นคือ บุคคลที่ซอดะเกาะฮฺ (ซะกาต) เป็นที่ต้องห้าม
(ฮะรอม)  เช่นเดียวกับที่ท่านอิมาม อัชชาฟิอีย์ ท่านอิมาม อะฮฺมัด อิบนุ ฮัมบัล
และบรรดานักวิชาการอื่นๆ นอกเหนือจากท่านทั้งสอง ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า :
ท่านนบี  กล่าวว่า

           “แท้จริง
อัซซอดะเกาะฮฺ (ทานบริจาค) นั้นไม่เป็นที่อนุมัติ (ฮะรอม) แก่มุฮัมมัด
และไม่เป็นที่อนุมัติแก่วงศ์วานของมุฮัมมัด”

แท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา
ได้ทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :


قال الله تعالى :   … إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ
الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

 

(سورة الأحزاب  :
٣٣)

           "แท้จริง
อัลลอฮ์ทรงต้องการขจัดความผิดที่เป็นบาปให้พ้นไปจากพวกเจ้า โอ้ บรรดาวงศ์วาน
(ของนบี)
และพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
(ซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ :
33
)

         
“และพระองค์ทรงห้ามมิให้ท่านเหล่านั้นรับซอดะเก๊าะฮฺ (ทานบริจาค)
เพราะซอดะเกาะฮฺ เป็นเหงื่อไคลของผู้คนทั้งหลาย”

           ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ
ได้กล่าวไว้ดังปรากฎอยู่ใน “มัจญ์มู๊อฺ ฟะตะวา” ของท่าน (เล่มที่ 28 หน้าที่ 491)
ว่า : "จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความรักใคร่
ให้ความใกล้ชิดสนิดสนม ให้การช่วยเหลือต่อวงศ์วานของท่านร่อซูล  และต้องมีความระมัดระวังเอาใจใส่ในสิทธิของท่านเหล่านั้นอย่างแท้จริง”

 

 ท่านอิมาม อิบนุ กอยยิม
ร่อฺฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

           ท่านอิมาม อิบนุ กอยยิม
ได้กล่าวไว้ในการแจกแจงรายละเอียดถึงสาเหตุต่างๆ
ที่มีการยอมรับการตีความที่ไม่ถูกต้อง ไร้สาระ(อัลฟาซิด) ว่า :

         สาเหตุที่สาม
ผู้ที่ตีความหมายโดยอ้างอิงของเขาว่า นำมาจากผู้ที่มีขีดขั้นความสามรถสูง
มีชาติตระกูลดี เป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างกว้างไกล
เป็นที่ยอมรับของคนที่มีสติปัญญา มีมันสมอง
หรืออ้างอิงการตีความว่ามาจากวงศ์วานของท่านนบี  หรืออ้างว่า (การตีความหมายนี้) มาจากผู้ที่ได้รับการยกย่องชมเชย
ได้รับการสรรเสริญอย่างดีงามและมีสัจจะวาจาจากประชาชาติ (มุสลิม) การอ้างอิงเช่นนั้น
เพียงเพื่อต้องการให้การตีความมีผลเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหัวใจของบรรดาคนโง่เขลาเบาปัญญา
ดังกล่าว
นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องให้ความสำคัญกับคำพูดของบุคคลที่มีเกียรติ
มีระดับ ใหญ่โตของพวกเขา จนถึงขนาดยกย่องเทิดทูนคำพูด (ผู้ทรงเกียรติ)
ให้อยู่เหนือคำดำรัสของอัลลอฮ์ และคำพูดของท่านร่อซูลเสียอีก
และพวกเขาจะพูดว่า
เขาเป็นผู้รู้ในเรื่องของอัลลอฮ์มากกว่าพวกเรา

          
และด้วยแนวทางนี้เอง กลุ่ม “อัรรอฟิเฎาะฮฺ” กลุ่ม
“อัลบาฏินียะฮฺ” กลุ่ม “อัลอิสมาอีลียะฮฺ”
และกลุ่ม “อันนุซอยรียะฮฺ” จึงพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นเท็จ
และการตีความผิดๆ
ของพวกเขาให้สอดคล้องกันในช่วงเวลาที่พวกเขาพาดพิงสิ่งเหล่านั้นถึงวงศ์วานของท่านร่อซูล
 เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าบรรดามุสลิมนั้น
มีความเห็นตรงกันว่า : “จะต้องมีความรัก
และจะต้องยกย่องให้เกียรติต่อวงศ์วานของท่านร่อซูล

         ดังนั้น พวกเขา (กลุ่มอัรรอฟิเฎาะฮฺ
และกลุ่มอื่นๆ) จึงทำทีเข้ามาสังกัดอยู่กับกลุ่มมุสลิม และทำเป็นแสดงความรักใคร่
และยกย่องเทิดทูนบรรดาวงศ์วานท่านร่อซูล  ให้ปรากฏ และมีการระบุถึงเกียรติประวัติแห่งคุณงามความดีของท่านเหล่านั้น
ซึ่งล้วนเป็นสิ่งลวงให้ผู้ฟังคล้อยตามไปว่า
พวกเขาเป็นผู้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนวงศ์วานของท่านนบี ที่แท้จริง ภายหลังจากที่ผู้คนหลงเชื่อแล้ว
พวกเขาก็จะเริ่มโฆษณาชวนเชื่อสิ่งที่เป็นเท็จ และความเชื่อผิดๆ

โดยอ้างว่าสิ่งเหล่านั้น มาจากท่านเหล่านั้น ขอสาบานว่า
ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงที่ต้องเคารพอิบาดะฮฺนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น
มีจำนวนไม่รู้เท่าไหร่จากพวกที่ไม่ศรัทธาในอัลลอฮฺ พวกที่ไม่เลื่อมใสในศาสนา
และพวกก่ออุตริกรรมได้โฆษณาชวนเชื่อในเรื่องการมีพระเจ้า
ด้วยสาเหตุที่มีพฤติกรรมดังกล่าว
พวกเขาจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่อเลย
!

          
เมื่อท่านพิจารณาถึงสาเหตุนี้แล้ว
จะพบว่าในหัวใจของคนส่วนมากเขาจะไม่คิดอะไรนอกเหนือจากการนึกดี
คิดดีต่อผู้พูดเท่านั้น
ทั้งๆที่ผู้พูดได้พูดโดยมิได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมาจากอัลลอฮ์
ที่จะชักนำพวกเขาไปสู่ความรู้สึกดังกล่าว สิ่งนี้คือ
มรดกที่ได้มาด้วยการกินส่วนที่เหลือของผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนาของบรรดาร่อซูล
อันเป็นสิ่งที่มีการยืนหยัด
ยึดมั่นจากบรรดาบรรพบุรุษและบรรพชนที่ล่วงลับไป  นี่คือ
สภาพบุคคลที่ลอกเลียนแบบบุคคลที่เขายกย่องให้เกียรติ
แม้ว่าสิ่งที่ผู้ลอกเลียนจะได้กระทำในสิ่งที่ขัดกับความจริง
(และต้องเป็นไปอย่างนี้) ต่อไปจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮ์ (จากหนังสือ
“มุคตะศ็อร-อัซซอวาอิก อัลมุรซะละฮฺ” เล่มที่ 1 หน้าที่ 90)

 

 อัลฮาฟิซ อิบนุ กะซี๊ร ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

           ท่านอิบนุ กะซี๊ร
ได้กล่าวไว้ในตัฟซี๊รของท่านที่ได้อธิบายความหมายอายะฮฺในซูเราะฮฺ อัชชูรอ
หลังจากนั้นท่านได้ชี้แจงรายละเอียดว่า :

          ที่ถูกต้องแล้ว
การอธิบายอายะฮ์นี้ตามคำมุ่งหมายของคำว่า “อัลกุรบา” คือ
ตระกูลหนึ่งของเผ่ากุเรช ดังกล่าวนั้นมีอยู่ในตัฟซี๊รของท่านอิบนุ อับบ๊าส
สำหรับอายะฮ์นี้ ซึ่งมีระบุอยู่ในซอฮี๊ฮฺ อัลบุคอรีย์ ท่านได้กล่าวว่า
“เราจะไม่ปฏิเสธการกำชับสั่งเสียที่เน้นให้สนใจต่อวงศ์วานของท่านนบี
เราจะไม่ปฏิเสธคำสั่งใช้ให้ทำความดีงาม ให้เกียรติ ให้ความเคารพ
ให้ความนอบน้อมต่อท่านเหล่านั้น
เพราะท่านเหล่านั้นสืบมาจากเชื้อสายที่สะอาดบริสุทธิ์
มาจากครอบครัวที่สูงส่งที่สุดที่มีอยู่บนหน้าแผ่นดินนี้ สูงทั้งเกียรติยศ
ความรุ่งเรือง สูงทั้งวงศ์ตระกูล และสูงทั้งเชื้อสาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาท่านเหล่านั้นเป็นผู้ดำเนินตามแนวทางแห่งนบีที่ถูกต้องแจ่มแจ้งชัดเจน
เหมือนดังที่บรรพชนของบรรดาท่านเหล่านั้นได้ดำเนินตามมาแล้วก่อนหน้า อย่างเช่น
ท่านอัลอับบ๊าส และทายาทของท่าน ท่านอะลีย์ และวงศ์วานของท่าน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม
อัจญ์มะอีน

           หลังจากที่ท่านอิบนุ กะซี๊ร
ได้นำเอารายงานทั้งสองรายงานมาระบุ คือ จากท่านอบูบักรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
รายงานหนึ่ง และอีกรายงานหนึ่งจากท่านอุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
เกี่ยวกับเรื่องการเคารพยกย่องให้เกียรติวงศ์วานของท่านนบี
และแจกแจงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับฐานันดร
และตำแหน่งอันทรงศักดิ์ของบรรดาท่านเหล่านั้นแล้ว ท่านกล่าวว่า :

          
“ดังนั้น
โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว เชคทั้งสอง (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา)
เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุด ก็ย่อมจำเป็นที่ท่านทั้งสองจะต้องเป็นบุคคลเช่นนั้น
และด้วยเหตุนี้เอง ท่านทั้งสองจึงเป็นผู้ศรัทธา (มุอฺมินีน) ที่ประเสริฐ
ที่สุดรองลงมาจากท่านนบี และบรรดาร่อซูลทั้งมวล ขออัลลอฮ์ ทรงพอพระทัยท่านทั้งสอง
ตลอดจนบรรดาซอฮาบะฮ์ทั้งมวลด้วยเถิด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา วะ อัน ซาอิริซ ซอฮาบะติ
อัจญ์มะอีน”

 

 อัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญะริน ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ  

           ท่านอิบนุฮะญะริน
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ฟัตฮุลบารีย์” (เล่มที่ 3 หน้าที่ 11)
เกี่ยวกับฮะดีษในสายรายงานนั้น สืบจากท่านอะลีย์ บิน ฮุซัยนฺ บิน อะลีย์
จากท่านอะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม

           ท่านอิบนุ ฮะญะริน กล่าวว่า
: “สายรายงานนี้เป็นสายรายงานที่ถูกต้องที่สุด
และเป็นสายรายงานที่มาจากประวัติบุคคลที่สูงศักดิ์ที่ได้มีปรากฏมา
เกี่ยวกับบุคคลที่รายงานฮะดีษมาจากผู้เป็นบิดาของเขา
และผู้เป็นปู่ของเขา”

 ชัยคุลอิสลาม มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

           สำหรับชัยคุลอิสลาม มุฮัมมัด
อิบนุ อับดุลวะฮาบ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ท่านมีบุตรชายหกคน และบุตรีหนึ่งคน คือ
อับดุลลอฮ์ อะลีย์ ฮะซัน ฮุซัยน์ อิบรอฮีม อับดุลอะซี๊ซ และฟาฏิมะฮฺ

โดยตั้งชื่อทั้งหมดให้เป็นชื่อเดียวกับวงศ์วานของท่านนบี นอกจาก อับดุลอะซี๊ซ
เท่านั้น สำหรับอับดุลลอฮฺ และอิบรอฮีมนั้น
ตั้งตามชื่อเช่นเดียวกับชื่อบุตรชายทั้งสองท่านนบี  ส่วนท่านที่เหลือคือ อะลีย์ ฟาฏิมะฮฺ ฮะซัน และฮุซัยนฺ นั้น เป็นบุตรเขย
บุตรสาว และหลานรักทั้งสองของท่านนบี  

           และการที่ท่านเลือกตั้งชื่อบุตรตามชื่อของบรรดาท่านเหล่านั้น
ย่อมแสดงให้เห็นว่า ท่านมีความรักความเคารพในวงศ์วานของท่านนบี  และให้เกียรติต่อท่านเหล่านั้นเป็นอย่างมาก และแน่นอน
ยังมีการนำชื่อเหล่านั้นมาตั้งเป็นชื่อหลานๆ
ของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกด้วย

 

           ในช่วงสุดท้ายของบทนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวยืนยันว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา
ได้ทรงประทานบุตรชาย และบุตรสาวให้แก่ข้าพเจ้าหลายคน
ข้าพเจ้าก็ได้ตั้งชื่อพวกเขาว่า อะลีย์ อัลฮะซัน อัลฮุซัยน์ ฟาฏิมะฮฺ
และตั้งชื่อเดียวกับบรรดามารดาของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งเจ็ดท่าน
และที่ข้าพเจ้าตั้งชื่อลูกๆของข้าพเจ้าให้ตรงกับชื่อของบรรดาท่านเหล่านั้นก็เพื่อรวมพวกเขาเข้าไว้กับบรรดาท่านเหล่านั้นในฐานะที่เป็นทั้งซอฮาบะฮ์
และเป็นญาติใกล้ชิดกับท่านนบี  นั่นเอง

          
บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น
ผู้ทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีความเคารพรักต่อบรรดาซอฮาบะฮฺของท่านร่อซูล  และต่อวงศ์วานของท่าน และข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อพระองค์
ได้ทรงให้ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณ (นิฮฺมะฮฺ) นี้ยาวนานตลอดไป
และขอพระองค์ได้ทรงคุ้มครองรักษาหัวใจของข้าพระองค์ให้พ้นจากความอิจฉาริษยา
ความอาฆาตมาดร้าย เคียดแค้นต่อผู้หนึ่งผู้ใดในบรรดาท่านเหล่านั้นเลย
และขอทรงคุ้มครองรักษาลิ้นของข้าพระองค์ให้ห่างไกลจากการกล่าวถึงท่านเหล่านั้นในทางที่เหมาะสมด้วยเถิด

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวว่า :

           “และบรรดาผู้ที่มาภายหลังจากพวกเขาเหล่านั้นจะกล่าวว่า
ข้าแต่พระเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเรา และพี่น้องของพวกเรา
ซึ่งพวกเขาเป็นผู้ศรัทธามาก่อนหน้าพวกเรามาแล้ว
และขอพระองค์อย่าได้ทรงให้มีความอาฆาตเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเรา
ต่อบรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้นเลย ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา แท้จริง
พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู เป็นผู้ทรงเมตตาเสมอ”   (ซูเราะฮฺอัลฮัชรฺ 59 :
10)