فضائل أَهْلِ البيتِ في السنّة
المطهرة

     ความประเสริฐของ “อะฮฺลุ้ลบัยติ” ที่ปรากฏอยู่ใน
“อัซซุนนะฮฺ”

  • ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน (ฮะดีษเลขที่ 2276)
    จากรายงานของ ท่านวาซิละฮฺ บุตร อัลอัชเก๊าะอฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
    ฉันได้ยินท่านร่อซูล
    กล่าวว่า :
     


عن واثلة بن الأسقع رصي الله عنه قال :
سمعت رسول الله صلى الله عليه وسلّم يقول

(( إنّ الله اصطفى كنا نة من ولد إسماعيل ، واصطفى قريشا من كنانة واصطفى من قريش بنى هاشم ،
واصطفاني من بنى هاشم ))


 

رواه مسلم في
صحيحه
  

          "แท้จริง อัลลอฮ์
ได้ทรงคัดเลือกเผ่ากินานะฮฺมาจากลูกหลานของท่านนบีอิสมาอีล
และคัดเลือกกุเรชมาจากเผ่ากินานะฮ์ และคัดเลือกตระกูลฮาชิมมาจากกุเรช
และพระองค์ทรงคัดเลือกฉันมาจากตระกูลฮาชิม"

  • และท่านอิมาม
    มุสลิมได้บันทึกไว้ในซอฮีฮฺของท่าน (ฮะดีสเลขที่ 2424) จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ
    ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า :

          “ท่านนบีได้ออกมานอกบ้านในตอนเช้า
และท่านคลุมผ้าห่มสีดำถักลวดลายเป็นรูปขบวนอูฐซึ่งทอมาจากขนสัตว์
ขณะนั้นท่านอัลฮะซันบุตรท่านอะลีย์ได้มาหาท่าน ท่านก็เรียกให้เขามาอยู่กับท่าน
ต่อมาท่านฮุซัยนฺได้มาหาท่าน ท่านก็ได้เรียกเข้ามาอยู่กับท่าน จากนั้นต่อมา
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺก็มาหาท่าน ท่านก็เรียกให้เข้ามาอยู่กับท่าน
และต่อมาท่านอะลีย์ก็ตามมา ท่านได้เรียกให้เข้ามาอยู่ร่วมกับท่านในผ้าห่มผืนนั้น
แล้วท่านก็กล่าวอายะฮฺที่ว่า :



قال الله تعالى :   … إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ
الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

 

(سورة الأحزاب  :
٣٣)

         "แท้จริง อัลลอฮ์ทรงตองการขจัดความผิดที่เป็นบาปให้พ้นไปจากพวกเจ้า
โอ้ บรรดาวงศ์วาน (ของนบี)
และพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
(ซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ :
33
)

  • และท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน
    (ฮะดีษเลขที่ 2404) จากฮะดีษซะอ์ดฺ อิบนิ อะบีวักก็อศ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
    เมื่ออายะฮ์นี้ถูกประทานลงมา



قال الله تعالى :   … فَقُلْ تَعَالَوْا
نَدْعُ أَبْنَاءَنَا وَأَبْنَاءَكُمْ
.
  ..

(سورة آل عمران  :
٦١)

        
“ดังนั้น
มุฮัมมัดจงกล่าวเถิดว่า พวกท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะเรียกบรรดาลูกหลานของเรา
และบรรดาลูกหลานของพวกท่านมา”
(ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน : 61)

          ท่านรอซูล
ได้เรียกท่านอะลีย์ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านฮะซัน และท่านฮุซัยนฺ มาหาท่าน
แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า : “โอ้ อัลลอฮ์
บุคคลเหล่านี้เป็นวงศ์วานของฉัน”

  • ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน
    (ฮะดีษเลขที่ 2408) ด้วยสายรายงานของท่าน จากท่านยะซีด บุตรท่าน ฮัยยาน กล่าวว่า
    ฉัน(ฮุซอยนฺ) บุตร ซะมุเราะฮฺ และอุมัร บุตร มุสลิม ได้พากันไปหา ซัยดฺ บุตร
    อัรฺกอม เมื่อพวกเราเข้าไปนั่งอยู่กับเขา ฮุซอยนฺ ได้พูดกับเขาว่า : 

“แน่แท้ ท่านได้พบเห็นความดีงามอย่างมากมาย โอ้ ซัยดฺเอ๋ย
ท่านได้เห็นท่านรอซูล
ท่านได้ยินฮะดีษจากท่านนบี ท่านมีโอกาสออกไปร่วมทำสงครามกับท่านรอซูล
ท่านเคยได้ละหมาดอยู่ข้างหลังท่านรอซูล แน่นอน ท่านได้ประสบกับความดีงามอันมากมาย
โอ้ ซัยดฺเอ๋ย กรุณาเล่าถึงสิ่งที่ท่านได้ยินได้ฟังมาจากท่านรอซูล
ให้เราฟังหน่อยเถิด โอ้ ซัยดฺ”

ซัยดฺกล่าวว่า : “โอ้น้องชายของฉัน ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า อายุของฉันก็มากแล้ว
ความรู้ของฉันก็เนิ่นนานมาแล้ว
และฉันเองก็ลืมไปบ้างแล้วในบางส่วนที่ฉันเคยจำมาจากท่านรอซูล
ฉะนั้น สิ่งใดที่ฉันเล่าให้พวกท่านฟังก็จงรับเอาไว้
และสิ่งใดที่ฉันไม่ได้เล่าให้ฟัง พวกท่านก็อย่าบังคับให้ฉันเล่ามันเลย”

แล้วท่านซัยดฺก็เล่าวว่า “ท่านรอซูล
ได้ลุกขึ้นออกมากล่าวคำปราศรัยแก่พวกเราในวันหนึ่ง ณ บ่อน้ำที่มีชื่อว่า “คุม”
ซึ่งอยู่ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ ท่านได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์
และกล่าวสดุดีแด่พระองค์ แล้วท่านรอซูลได้กล่าวสั่งสอน แนะนำและตักเตือน
หลังจากนั้นท่านก็กล่าวคำว่า :

          “อัมมาบะอ์ดฺ” (เป็นคำที่นำมาใช้กล่าวในการปราศรัย
ซึ่งบอกถึงเมื่อมีการเปลี่ยนเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) พึงรู้เถิด
โอ้ ผู้คนทั้งหลาย ! แท้จริงฉันเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา
หากจะมีร่อซูลคนหนึ่งแห่งพระเจ้าของฉันใกล้จะมา ฉันก็จะตอบรับ (ศรัทธา)
ฉันได้ทิ้งของสำคัญยิ่งไว้สองอย่างแก่พวกท่าน
หนึ่งในสองอย่างนั้นมีคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซึ่งจะนำไปสู่ทางที่ถูกต้อง
และแสงสว่างอยู่ในคัมภีร์นั้น ดังนั้น
พวกท่านทั้งหลายจงนำเอาคัมภีร์ของอัลลอฮ์มาปฏิบัติตาม และจงยึดไว้ให้มั่น
ท่านนบีส่งเสริมให้ปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ
และสนับสนุนให้ยึดไว้ให้มั่น

แล้วท่านนบีได้กล่าวต่อไปว่า “และวงศ์วานของฉัน”
ฉันขอเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงอัลลอฮ์เกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน (อะฮฺลุ้ลบัยติ)
ฉันขอเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงอัลลอฮฺเกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน

ฮุซอยนฺได้กล่าวกับซัยดฺว่า : ใครบ้างที่เป็นวงศ์วานของท่านนบี โอ้ ซัยดฺ ?
บรรดาภรรยาของท่านนบีก็เป็นวงศ์วานของท่านนบีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม
วงศ์วานของท่าน คือ บุคคลที่ “อัซซอดะเกาะฮฺ” เป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม)
หลังจากท่านนบี

ฮุซอยนฺ ถามว่า : พวกเขาคือใคร ?

ซัยดฺได้ตอบว่า : พวกเขาคือวงศ์วานของท่านอะลีย์ วงศ์วานของท่านอะกีล
วงศ์วานของท่านญะอฺฟัร และวงศ์วานของท่านอับบ๊าส

ฮุซอยนฺ ถามว่า : บุคคลทั้งหมดนั้นซอดะเกาะฮฺเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม)
สำหรับพวกเขาใช่หรือไม่ ?

ซัยดฺ กล่าวตอบว่า : ใช่แล้ว !

———————————————–

และอีกถ้อยคำหนึ่งที่ว่า : “แล้วเราพูดว่า ใครคือวงศ์วานของท่านนบี ?
บรรดาภรรยาของท่านกระนั้นหรือ ? "

ซัยดฺ กล่าวว่า : ไม่ใช่ ! ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้หญิง(ภรรยา)
นั้นจะอยู่กับผู้ชาย(สามี) เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ต่อมาเมื่อสามีหย่าขาดจากนาง นางก็จะต้องกลับไปอยู่กับบิดาของนางและพวกพ้องของนาง
วงศ์วานของท่านนบี คือ ตระกูลเดิม
กลุ่มชนดั้งเดิมของท่านที่พวกเขาถูกห้ามมิให้รับซอดะเกาะฮฺ
ภายหลังจากท่านนบี”

 

ณ จุดนี้
ข้าพเจ้าใครขอเตือนให้พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
;

ประเด็นที่หนึ่ง :

          การที่ระบุถึงท่านอะลีย์
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และบุตรของท่านทั้งสอง ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม ไว้ในฮะดีษ
“อัลกิซาอฺ” (เสื้อคลุม) และฮะดีษ
“อัลมุบาฮะละฮฺ”
(ต่างสาปแช่งกัน) ที่ได้ผ่านมาแล้วทั้งสองฮะดีษ
ไม่ได้บ่งบอกว่า อะฮฺลุ้ลบัยติ จำกัดไว้เพียงเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงการบอกให้รู้ว่า
ท่านเหล่านั้นเป็นวงศ์วานของท่านนบีที่ใกล้ชิดที่สุด
เป็นบุคคลที่สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปอยู่ภายใต้คำว่า (วงศ์วาน)
ซึ่งก็ได้กล่าวไว้ในรายละเอียดของเรื่องนั้นมาแล้ว

ประเด็นที่สอง :

          การที่ซัยดฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ระบุถึงวงศ์วานของท่านอะกีล วงศ์วานของท่านอะลีย์
วงศ์วานของท่านญะอฺฟัร และวงศ์วานของท่านอัลอับบ๊าสนั้น
มิได้เป็นการบ่งชี้ว่าซอดะเกาะฮฺถูกห้ามเฉพาะคนเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่รวมถึงผู้อื่นด้วย
ที่จริงแล้ว
มันถูกห้ามแก่มุสลิมทั้งชายและหญิงที่มาจากสายสกุลของท่านอับดุลมุฏฏอลิบ 
ดังที่ได้นำเอาฮะดีษของท่านอับดุลมุฏฏอลิบ บุตร รอบีอะฮฺ บุตร อัลฮาริษ
บุตรอับดุลมุฏฏอลิบ ที่มีปรากฏอยู่ในซอฮี๊ฮฺมุสลิม และได้นำมากล่าวไว้แล้วในตอนต้น
เรื่องการห้ามรับซอดะเกาะฮฺ
ซึ่งอยู่ในฮะดีษที่มีความหมายครอยคลุมรวมถึงลูกหลานของรอบีอะฮฺ บุตร อัลฮาริษ บุตร
อับดุลมุฏฏอลิบ ด้วย

ประเด็นที่สาม :

          ได้มีการนำเสนอหลักฐานจากอัลกุรอาน และซุนนะฮ์ว่า
บรรดาภรรยาของท่านนบี
เป็นวงศ์วานของท่านนบี และมีการชี้แจงไปแล้วว่า
บรรดาเธอเหล่านั้นอยู่ในกลุ่มบุคคลที่ซอดะเกาะฮฺเป็นที่ต้องห้าม(ฮะรอม) 
ส่วนสิ่งที่มีปรากฏอยู่ในคำพูดของซัยดฺ ที่ว่า
“บรรดาเธอเหล่านั้นเข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย” ตามรายงานแรก
และในรายงานที่สองระบุว่า
“บรรดาเธอเหล่านั้นไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย”

          ฉะนั้น
ในรายงานที่สองที่ได้ระบุว่า
“บรรดาเธอเหล่านั้นไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย” แท้จริงแล้ว
ข้อความนี้คู่ควรเหมาะสมใช้กับบรรดาภรรยาทั่วไป ไม่ได้หมายถึง บรรดาภรรยาของท่านนบี
“เพราะว่าบรรดาภรรยาของท่านนบี
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุนนะ นั้น มีความผูกพันกันกับท่านนบี คล้ายกับเชื้อสาย
เพราะการผูกพันของพวกเธอที่มีต่อท่านนบีนั้น มิใช่ถูกยกขึ้นให้โดดเด่นเพียงชั่วขณะ
แต่เธอเหล่านั้นเป็นภรรยาของท่านนบีทั้งในโลกนี้ และโลกอาคิเราะฮฺ”

ดังที่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้วจากคำพูดของท่าน อิบนุล กอยยิม
ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ 

ประเด็นที่สี่ :

         
“อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” คือ
ผู้ที่มีความสุขใจในการปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่านนบี  เกี่ยวกับวงศ์วานของท่านซึ่งมีปรากฏอยู่ในฮะดีษนี้
เพราะพวกเขารักใคร่และยอมรับในบุคคลเหล่านั้น
อีกทั้งยังยกย่องให้อยู่ในฐานะตำแหน่งที่คู่ควรและเหมาะสมด้วยความยุติธรรมและเที่ยงธรรม

          ส่วนคนอื่นๆนั้น
ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้พูดไว้ในหนังสือ “มัจญ์มู๊อฺ ฟะตาวา” ของท่าน (เล่มที่4
หน้าที่ 419) มีความว่า “คนที่ทำตัวห่างไกลต่อคำสั่งเสียนี้มากที่สุดคือ
“พวกรอฟิเฎาะฮฺ” (กลุ่มบุคคลจากพวกชีอะฮฺ) ซึ่งพวกเขาอนุญาตให้ทำลายชื่อเสียง
และพูดจาใส่ร้ายป้ายสี บรรดาซอฮาบะฮฺของท่านนบี
สาเหตุที่พวกเขาถูกเรียกเช่นนั้น เนื่องจากบุคคลในยุคต้นๆของพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับ
ซัยดฺ บุตรของท่านอะลีย์ บุตรท่านอัลฮุซัยนฺ บุตรท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม
ขณะที่ท่านห้ามมิให้พวกเขาพูดจาใส่ร้ายป้านสีท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา”
เพราะพวกเขาเกลียดชังอับบ๊าส
และผู้สืบเชื้อสายจากท่าน
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเกลียดชังและทำตัวเป็นศัตรูกับบรรดา
“อะฮฺลุซซุนนะฮฺ”
และยังช่วยเหลือสนับสนุนบรรดาพวกกุฟฟ๊ารฺให้ทำลายล้างพวก
“อะฮฺลุซซุนนะฮฺ” อีกด้วย และฮะดีษที่ว่า
:

وحديث (( كل سبب ونسب منقطع يوم القيامة إلاسيي
ونسبي))

          “ทุกสายสัมพันธ์ และทุกเชื้อสายต้องแตกสลายในวันกิยามะฮฺ
นอกจากสายสัมพันธ์ และเชื้อสายของฉันเท่านั้น”

          ท่านชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
นำเสนอฮะดีสนี้ไว้ในหนังสือ “อัซซิลซิละฮฺ อัซซอฮีฮะฮฺ” (ฮะดีษเลขที่
2036)

          อ้างถึงสายรายงานถึงท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ
อับบ๊าส ท่านอุมัร ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร และท่านอัลมิซวัร บุตร มัครอมะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม และท่าน อัล-บานีย์ ได้ระบุถึงผู้ที่รายงานฮะดีษว่า
ได้นำมาจากบุคคลเหล่านั้น และยังกล่าวว่า :  “สรุปแล้ว
ฮะดีษนี้มีผู้รายงานเป็นจำนวนมาก โดยรวมแล้วถือว่าเป็นฮะดีษซอฮี๊ฮฺ”
อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง (วัลลอฮุอะฮฺลัม)

          ในบางกระแสรายงานระบุว่าฮะดีษนี้
เป็นฮะดีษที่ทำให้ท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ปรารถนาจะแต่งงานกับ อุมมุ กัลซูม
บุตรสาว ของท่านอะลีย์ ซึ่งเกิดจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
อะนิลญะเมี๊ยะอฺ อีกด้วย

 

          ท่านอิมาม อะฮฺมัด
ได้บันทึกไว้ในมุซนัดของท่าน (ในเล่มที่ 5 ฮะดีษเลขที่ 374) จากอับดุร็อซซ๊าก
ได้มาจากมะอฺมัรฺ ได้มาจาก อิบนุ ฏอวูส ได้มาจากอบีบักรฺ บุตร มุฮัมมัด บุตร อัมรฺ
บุตรฮัซมฺ ได้รับมาจากซอฮาบะฮฺท่านหนึ่งของท่านนบี
ซึ่งได้ยินท่านนบี กล่าวเป็นประจำว่า :



عن النبي صلى الله عليه وسلّم أنه كان يقول : 

(( اللهم صل على محمّد وعلى أهل بيت وعلى أزواجه وذريته كما صليت على
آل إبراهيم إنك حميد مجيد
 

وبارك على محمّد وعلى أهل بيت وعلى أزواجه وذريته كما باركت
على آل إبراهيم إنك حميد مجيد

))

          “โอ้อัลลอฮ์
ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพรให้แก่มุฮัมมัด แก่บรรดาวงศ์วานของมุฮัมมัด
แก่บรรดาภรรยาของมุฮัมมัด และแก่บรรดาทายาทผู้สืบเชื้อสายของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานพรให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว แท้จริง
พระองค์ทรงเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง

และขอพระองค์ทรงประทานความศิริมงคลแก่มุฮัมมัด แก่วงศ์วานของมุฮัมมัด
แก่บรรดาภรรยาของมุฮัมมัด และแก่บรรดาทายาทของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงโปรดประทานความสิริมงคลให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีม
แท้จริง พระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง
และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง”

อิบนุ ตอวูส กล่าวว่า “บิดาของฉัน
ท่านจะกล่าวเช่นนั้นเป็นประจำ”

          
สายรายงานที่นอกเหนือจากซอฮาบะฮฺท่านนั้น ท่านอิมามบุคอรีย์ อิมามมุสลิม
และเจ้าของสุนันทั้งสี่ ได้นำเอารายงานจากบุคคลเหล่านั้นมาบันทึกไว้
และท่านอัล-อัลบานีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ซิฟะตุซซอลาตินนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม”
ว่า “บันทึกโดย อะฮ์หมัด
และอัฏฏอฮาวีย์ ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องแข็งแรง”

          
ส่วนที่มีการระบุการขอให้ประทานพรให้บรรดาภรรยา และแก่บรรดาทายาทนั้น
มีปรากฏอยู่ในซอฮี๊ฮฺทั้งสองเช่นกัน จากฮะดีษของ อบี ฮุมัยดฺ อัซซาอิดีย์
อย่างไรก็ตาม นั่นมิได้บ่งบอกว่า วงศ์วานจะต้องเจาะจงเฉพาะบรรดาภรรยา
และบรรดาทายาทแต่เพียงอย่างเดียว ความจริงแล้ว เพียงต้องการยืนยันให้รู้ว่า
บรรดาท่านเหล่านั้นรวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี
มิใช่ไม่ได้รวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี ดังที่มีผู้กล่าวอ้างแต่ประการใด
เพราะฉะนั้น การเชื่อมโยงบรรดาภรรยา และบรรดาทายาทกับวงศ์วานของท่านนบี
ในฮะดีษที่ผ่านมาแล้วนั้น นับเป็นการเชื่อมโยงเฉพาะ (ค็อศ)
ไว้กับการครอบคลุมกว้างๆ (อาม) โดยมิได้เป็นการเจาะจงเฉพาะ

ท่านอิบนุล กอยยิม ได้กล่าวว่า
ภายหลังจากที่ในฮะดีษมีการระบุถึงวงศ์วาน ระบุถึงบรรดาภรรยา และบรรดาทายาท
ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ในสายรายงานฮะดีษนี้

          อย่างไรก็ตาม การนำเอาบรรดาภรรยา
บรรดาทายาท และวงศ์วานมารวมไว้ด้วยกันนั้น ความจริงแล้ว
เพียงต้องการกำหนดบุคคลเหล่านั้นโดยเจาะจงลงไปให้ชัดเจน เพื่อประกาศออกไปว่า
พวกท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะรวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี

          
เรื่องนี้เป็นเรื่องประเภทเดียวกันกับการเชื่อมโยง “อัลค็อศ”
(เจาะจงเฉพาะบุคคลตามที่มีปรากฏในฮะดีษ) โดยรวมเอาเข้าไว้กับ
“อัลอาม” (กล่าวโดยรวมๆไม่เจาะจง เช่นวงศ์วาน เป็นต้น)
และโยงในทางกลับกัน
เพื่อเป็นการเตือนให้ระวังอย่าได้ล่วงละเมิดในเกียรติยศชื่อเสียง
แห่งวงศ์วานของท่านนบี
และเพื่อเป็นการเจาะจงด้วยการกล่าวคำรำลึกให้กับบุคคลประเภทนี้โดยเฉพาะ
เพราะบุคคลประเภทนี้แหละที่มีสิทธิสมบูรณ์ที่จะอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี (ดูหนังสือ
“ญะลาอุลอัฟฮาม” หน้าที่ 338)

          ท่านนบี
ได้กล่าวว่า :

 “แท้จริง ซอดะเกาะฮฺนั้น ไม่สมควรสำหรับวงศ์วานของมุฮัมมัด
แท้จริงแล้ว มันเป็นเหงื่อไคลของผู้คน”

          ท่านอิมาม มุสลิม
ได้บันทึกฮะดีษนี้ไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน ซึ่งเป็นฮะดีษของ อับดุลมุฏฏอลิบ บุตร
รอบีอะฮฺ (ฮะดีษเลขที่ 1072) ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น