فضلُ أَهْلِ البيتِ في
القرآن الكريم

  ความประเสริฐของ “อะฮฺลุ้ลบัยติ” ที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน


อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
ทรงกล่าวว่า
:

          โอ้
ผู้เป็นนบี เจ้าจงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของเจ้าเถิดว่า
หากพวกเธอปรารถนาชีวิตการเป็นอยู่ในโลกนี้ และความงดงามของมัน
ก็จงรีบมาเถิด
ฉันจะทดแทนความสุขให้พวกเธอโดยให้ความเป็นอิสระและจะปล่อยพวกเธอไปอย่างดี
งาม
(28)

         และ

ถ้าพวกเธอต้องการอัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์
และอาคิเราะฮ์แล้ว
แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงตระเตรียมไว้แล้วซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่แก่บรรดาสตรีที่
มีคุณธรรมอันงดงามในหมู่พวกเธอ
(29)

         โอ้

บรรดาภรรยาของนบีเอ๋ย
ผู้ใดในหมู่พวกเธอนำสิ่งลามกมาปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว
การลงโทษจะถูกเพิ่มแก่พวกนางเป็นทวีคูณถึงสองเท่า
และนั่นเป็นที่ง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์ (30)

 

         และ

ผู้ใดในหมู่พวกเธอเชื่อฟังต่ออัลลอฮ์
และร่อซูลของพระองค์ และปฏิบัติการงานที่ดีงาม
เรา(อัลลอฮ์)จะให้รางวัลแก่พวกเธอสองครั้ง
และเราได้ตระเตรียมสิ่งยังชีพอันดีงามไว้แล้วให้แก่พวกเธอ (31)

         โอ้

บรรดาภรรยาของนบีเอ๋ย
พวกเธอมิใช่อย่างกับสตรีอื่นๆในหมู่สตรีทั้งหลาย หากพวกเธอกลัวเกรง
ก็ไม่สมควรใช้คำพูดอ่อนหวาน
เพราะมันจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรค(ชนิดหนึ่ง)
เกิดทะเยอทะยาน แต่จงใช้คำพูดที่เหมาะสมดีงาม (32) 

         และ

จงประจำอยู่ในบ้านของพวกเธอ
และจงอย่าออกมาอวดความงามเหมือนอย่างการอวดความงาม(ของสตรี)
ในยุคงมงาย(ญาฮิลีญะฮ์)
ในยุคต้นๆก่อนอิสลาม และพวกเธอจงดำรงการละหมาด และจงชำระซะกาต
และจงเชื่อฟังอัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์
ที่จริงอัลลอฮ์ทรงต้องการจะลบล้างความผิดให้หมดไปจากพวกเธอ โอ้!
บรรดาวงศ์วาน(บรรดาภรรยาของนบี)
และพระองค์ทรงต้องการชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์จากความผิดนั้นอย่างแท้
จริง
(33)

        
และพวกเธอจงกล่าวรำลึกถึงสิ่งที่ถูกนำมาอ่านภายในบ้านของพวกเธอจากอา
ยะฮ์ต่างๆของอัลลอฮ์(อายะฮฺอัล-กุรอาน)
และอัลฮิกมะฮ์(ซุนนะฮฺของท่านรอซูล) แท้จริง อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงนุ่มนวล
อ่อนโยน
ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง (34)

(ซูเราะฮฺ อัลอะฮ์ซ๊าบ :
28-34)

ดำรัสของอัลลอฮฺ
ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่ว่า :

           ที่จริง
อัลลอฮ์ทรงต้องการจะลบล้างความผิดให้หมดไปจากพวกเธอ โอ้!
บรรดาวงศ์วาน(บรรดาภรรยาของนบี)
และพระองค์ทรงต้องการชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์จากความผิดนั้นอย่างแท้จริง  
(อัลอะฮฺซ๊าบ :
33)

         
ดำรัสนี้บ่งบอกถึงความประเสริฐของวงศ์ญาติใกล้ชิดกับท่านรอซูล  ของอัลลอฮ์
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
และพวกเหล่านั้นเป็นผู้ที่ซอดะเกาะฮ์(เงินบริจาค)เป็นที่ต้องห้าม(ฮะรอม)แก่พวกเขา 
บุคคลที่ถูกระบุโดยเฉพาะจากวงศ์วานของท่านนะบีในที่นี้คือ บรรดาภรรยา และลูกหลาน
เหลน ของท่านร่อซูล
ดังที่ได้ให้รายละเอียดมาแล้ว

         
บรรดาอายาตบ่งชี้ชัดถึงความประเสริฐอื่นๆอีกมากมาย
สำหรับบรรดาภรรยาของท่านรอซูล

         
การให้เธอเหล่านั้นพิจารณาว่า ระหว่างโลกนี้ที่มีความงดงาม
กับอัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์อีกทั้งโลกอาคิเราะฮ์นั้น พวกเธอจะเลือกเอาอย่างใด
แต่ถ้าเธอเลือกอัลลอฮ์ ร่อซูลของอัลลอฮ์ และโลกอาคิเราะฮ์แล้ว
อัลลอฮ์ก็ทรงพอพระทัยต่อพวกเธอ และเธอก็จะพึงพอใจในพระองค์

ดำรัสของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
บ่งชี้ชัดถึงความประเสริฐของบรรดาภรรยาว่า :

           …และบรรดาภรรยาของเขา(นบี) คือมารดาของพวกเขา(ผู้ศรัทธา)… (อัลอะฮฺซ๊าบ :
6)

          แท้จริง อัลลอฮ์
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงบอกลักษณะไว้อย่างชัดเจนว่าแล้วว่า
พวกเธอนั้นเป็นมารดาของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย

และส่วนดำรัสของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า
:

          นั่นคือ
(ความโปรดปราน) อัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวของพระองค์
ซึ่งพวกเขาได้ศรัทธาและปฏิบัติความดีต่างๆ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)
ฉันจะไม่ขอค่าตอบแทนใดๆเลยต่อการเผยแพร่นี้
นอกจากเพื่อต้องการความรักความเป็นมิตรที่ดีในเครือญาติเท่านั้น
และผู้ใดประกอบความดีงาม เรา(อัลลอฮ์)จะเพิ่มความดีให้มากขึ้นแก่เขาผู้นั้น แท้จริง
อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงให้อภัย
ผู้ทรงชื่นชมต่อการกระทำเพียงเล็กน้อยด้วยการตอบแทนรางวัลอย่างมากมาย
 
(ซูเราะฮฺอัชชูรอ :
23)

          ดังนั้น
ความถูกต้องของจุดมุ่งหมายตามความหมายของอายะฮ์นี้คือ
“บุคคลในตระกูลกุเรช”
ตามที่มีปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในซอเฮี๊ยะฮ์ อัลบุคอรีย์ (เลขที่
4818)

          จากรายงานของท่าน อับดุลลอฮ์
อิบนุ อับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ซึ่งท่านอิมามอัลบุคอรีย์ กล่าวว่า : มฺฮัมมัด
บุตรบัซซ๊ารฺ พูดกับฉันว่า เขาได้ยินมุฮัมมัด บุตรของญะอฺฟัรฺ พูดว่า เขา(ญะอฺฟัร)
ได้ยิน ชุอฺบะฮฺ พูดกับเราว่า ได้ยินมาจากอับดุลมะลิก อิบนิ มัยซะเราะฮ์ ว่า
ฉันได้ยินตอวูซ ซึ่งเขาได้ยินมาจาก อิบนุ อับบ๊าส ว่า

         ท่านถูกถามถึงดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า
:

          …นอกจากเพื่อต้องการความรัก
ความเป็นมิตรในเครือญาติเท่านั้น…

(ซูเราะฮฺอัชชูรอ : 23)

          แล้วท่านสะอี๊ด บุตร ญุบัยรฺ
ก็พูดขึ้นว่าคำว่า “กุรบา” ในอายะฮ์นี้นั้น หมายถึง
“วงศ์วานของท่านนบี มุฮัมมัด

          ท่านอิบนุ อับบ๊าส
ได้กล่าวแก่ท่านสะอี๊ดว่า “ท่านให้ความหมายเร็วไป แท้จริง ท่านนบี
ไม่ได้เกิดมาจากตระกูลกุเรช นอกจากท่านมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับพวกเหล่านั้น
เพราะท่านกล่าวว่า
“นอกจากเพียงเพื่อให้พวกท่านทั้งหลายมีการเชื่อมสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติกับพวกเหล่านั้น
เพราะท่านกล่าวว่า “นอกจากเพียงเพื่อให้ท่านทั้งหลายมีการเชื่อมสัมพันธ์(กอรอบะฮ์)
กันระหว่างฉันกับพวกท่านในฐานะเป็นเครือญาติกัน”

          ท่าน อิบนุ กะซี๊ร
ได้อธิบายความหมายของอายะฮฺนี้ว่า : ความหมายคือ “โอ้ มุฮัมมัด
เจ้าจงพูดกับบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธาจากพวกกุเรชนั้นเถิดว่า
ฉันไม่ต้องการให้พวกท่านมอบทรัพย์สินใดๆ แก่ฉัน
เพื่อตอบแทนการเผยแพร่สาส์นจากพระผู้เป็นเจ้าของฉัน
แม้พวกท่านจะไม่ช่วยเหลือสนับสนุนฉัน แต่ก็อย่าได้ทำร้ายฉันเลย
อันเนื่องจากระหว่างฉันกับพวกท่านนั้นมีความเป็นเครือญาติ
มีความเป็นมิตรกันอยู่”

          แล้วท่านอิบนุ กะซี๊รฺ
ได้นำเอาฮะดีษของท่านอิบนุ อับบ๊าส ดังกล่าวมาระบุปิดท้าย

          และส่วน
“พวกอะฮฺลุลอะฮฺว๊าอฺ” (พวกตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ) บางคน
เจาะจงในอายะฮฺว่า “เพียงเฉพาะท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
ท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา
และทายาทผู้สืบเชื้อสายของท่านทั้งสองเท่านั้น”
จึงไม่ถูกต้องเลย
เพราะอายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาที่นครมักกะฮ์ แท้จริง
ท่านอะลีย์ได้ทำการสมรสกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ที่นครอัลมะดีนะฮ์
!

          แล้วท่านอิบนุ กะซี๊ร
ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “และการที่มีการระบุว่าอายะฮ์นี้ประทานลงมา ณ นครอัลมะดีนะฮ์
ถือเป็นเรื่องที่ห่างไกลมาก เพราะแท้จริง อายะฮ์นี้ เป็นอายะฮ์มักกียะฮ์
(ประทานที่มักกะฮ์) และในช่วงระยะเวลานั้น ยังมิปรากฏว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา มีบุตรเลย แม้แต่สักคนเดียว
เพราะท่านเองยังมิได้สมรสกับท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
แต่ทั้งสองได้ทำการสมรสกันหลังจากสงครามบัดร ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 2
(ที่มะดีนะฮ์)”

          และที่ถูกต้องคือ
การขยายความของอายะฮ์นี้เป็นไปตามที่ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญ
และผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ตัรญุมานุลกุรอาน”
(ผู้ถ่ายทอดความหมายของอัลกุรอาน คือ ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบ๊าส
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) ดังที่ท่านอิมามบุคอรีย์ได้บันทึกเอาไว้ และหลังจากนั้น
ท่านได้ระบุสิ่งที่บ่งบอกถึงความประเสริฐของวงศ์วานของท่านร่อซูล
ที่มีมาจาก “อัซซุนนะฮ์” และจากรายงานต่างๆ
ที่เป็นคำพูดของท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา อีกด้วย