ด้วยรักและอาทร
(ฐานแห่งความเข้าใจ …เพื่อการร่วมชีวิตนิรันดร)

ยามราตรี ณ ห้วงเวหาอันเวิ้งว้าง แลดวงดาวดาษดาทอแสงสกาวเป็นประกายระยิบระยับจับตา รัศมีจันทร์สีนวลส่องยอดไม้เป็นเงาวาบไหวเมื่อต้องลมพัดเบาๆ ดวงเดือนสง่าบนฉากของท้องฟ้าสีเทาแก่ ยินเสียงหมู่แมลงกลางคืนร้องระงมขับขานบทเพลงแห่งรัตติกาล คล้ายกำลังรื่นเริงเพราะเพลินได้ชมจันทร์ ความงามของท้องฟ้ายามดึก แม้สิ่งที่เล็กที่สุดในจักรวาลยังพลอยชื่นชม แน่แท้เครื่องหมายแห่งองค์อภิบาลมีค่าเสมอสำหรับทุกสรรพสิ่งที่รู้ หรือเข้าใจใคร่ครวญในคัมภีร์อัลกุรอานของพระองค์ อัลลอฮฺได้บอกว่า มิได้ทรงสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน รวมทั้งสรรพสิ่งทั้งหลายโดยไร้เหตุผล แต่ได้สร้างทุกสิ่งทั้งหมดด้วยสัจธรรม มิใช่สร้างขึ้นมาเพียงเล่นๆเท่านั้น
(ดูอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัด-ดุคอน อายะฮฺที่ 38-39)

อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้เป็นเครื่องหมายหรือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกะ และเปี่ยมยิ่งด้วยเดชานุภาพของพระองค์
แม้แต่ในตัวมนุษย์เองก็ยังเพียบพร้อมด้วยเครื่องหมายที่ว่านี้นับประสาอะไรกับเอกภพและจักรวาลทั้งมวล

“แล้วเราจะให้พวกเขาได้เห็นเครื่องหมายต่างๆ ของเรา ในห้วงเวหาและในตัวพวกเขาเอง กระทั่งเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาว่า
แท้จริงแล้วมัน(คำสอนแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้น)คือสัจ
ธรรม”
(ความหมายอัลกุรอานจากสูเราะฮฺ ฟุซซิลัต อายะฮฺที่ 53)

หนึ่งในเครื่องหมายอันอัศจรรย์แห่งองค์ผู้สร้าง คือตัวมนุษย์นั่นเอง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน และเป็นประชาคมผู้อาศัยอยู่ในโลกใบนี้
กระจัดกระจายกันเป็นหมู่เหล่าเผ่าพันธุ์มากมาย หากแต่จุดกำเนิดของผู้คนทั้งหมดล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน

“โอ้มวลมนุษย์เอ๋ย จงยำเกรงต่อองค์อภิบาลของสูเจ้าเถิด
ที่ได้สร้างสูเจ้ามาจากร่างเดียว(คืออาดัม บิดาแห่งมนุษยชาติ)
และได้สร้างให้ขึ้นมาจากร่างนั้นซึ่งคู่ของเขา
(คือเฮาวาอ์)”
(ความหมายจากอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นิ
สาอฺ อายะฮฺที่ 1)

มนุษย์ผู้แรกที่อัลลอฮฺสร้างขึ้นมาคือ อาดัม และจากอาดัมนั้นเองที่พระองค์ทรงให้กำเนิดผู้หญิงคนแรกและเป็นภรรยาของอาดัมโดยแท้ที่จริงแล้วเฮาวาอ์
คือส่วนหนึ่งของร่างอาดัมเพราะนางกำเนิด
จากซี่โครงด้านซ้ายของเขา

“จงปฎิบัติต่อผู้หญิงดีๆเพราะนางถูกสร้างมาจากกระดูกซี่โครง และส่วนที่งอที่สุดของซี่กระดูกคือส่วนบน ถ้าท่านต้องการที่จะดัดมันให้ตรงมันก็จะหัก
แต่ถ้าท่านไม่ดัดมัน
มันก็จะงออยู่เช่นนั้น ดังนั้นจงปฎิบัติต่อผู้หญิงดีๆ”
(ความหมายหะดีษฺรายงานโดย อัล-บุคอรีย์ 3331 และมุสลิม3632)

มนุษย์ทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนต้องดำรงอยู่เฉกเช่นชายหญิงคู่แรกผู้เป็นบรรพบุรุษของพวกเขา เพราะเราทั้งหลายล้วนเป็นลูกหลานของอาดัมกับเฮาวาอ์ทั้งสิ้น หญิงกับชายต่างเป็นคู่ของกันและกันตราบจนฟ้าถล่มดินทลายข้อเท็จจริงเหล่านี้ อัลลอฮฺได้สรุปไว้อย่างชัดเจนในอัลกุรอานว่า

“และในจำนวนเครื่องหมายทั้งหลายของพระองค์คือทรงสร้างให้แก่สูเจ้าซึ่งคู่ครองจากตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้สงบอยู่กับนาง

และทรงทำให้มีความรักใคร่ใฝ่หาและความเมตตาอาทรระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ย่อ ม เ ป็น เ ค รื่อ ง ห ม า ย แ ก่บ ร ร ด า ผู้ใ ค ร่ค ร ว ญ ”

(ความหมายอัลกุรอานจากสูเราะฮฺ อัรฺ-รูม อายะฮฺที่ 21)

บทสรุปในโองการอัลกุรอานบทนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการร่วมชีวิตระหว่างคนสองคนที่ยอมรับและไว้วางใจร่วมเป็นสามีภรรยา
สิ่งที่พึงตระหนักเสมอเป็นประการแรกคือ ทั้งสามีและภรรยาคือชีวิตเดียวกัน เพียงแต่อยู่กันคนละร่างเท่านั้น
การแยกกันเป็นคนละ
ร่างทำให้แต่ละคน ‘บกพร่องและขาดหาย’ บางสิ่งบางอย่างไปจากตัวของตน การได้อยู่ด้วยกันและรวมกันเป็นหนึ่งเดียวจึงเป็นการเติมเต็ม
ให้แต่ละฝ่าย และเป็นการสยบอาการพลุ่งพล่านในใจที่เกิดขึ้นเพราะความใคร่หาให้ ‘สงบ’ ลง

“พวกนางเป็นอาภรณ์ให้แก่พวกเจ้า และพวกเจ้าก็เป็นอาภรณ์ให้แก่พวกนาง”
(ความหมายอัลกุรอานสูเราะฮฺอัล-
บะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 187)

ช่างเป็นที่สิ่งที่น่าฉงน และนี่คืออีกหนึ่งมหัศจรรย์แห่งอัลกุรอานที่เห็นได้ชัดเจนนักการร่วมชีวิตด้วยความสุขเพื่อเติมเต็มให้กันและกันเป็นสุดปรารถนาของแต่ละคู่ชีวิต
หากแต่…วิถีแห่งการเดินทางของ ‘ชีวิตเดียว’
แต่อยู่กัน ‘คนละร่าง’ ช่างลำบากยากแท้

เมื่อเป็นคนละร่างเดียวกัน จึงมิอาจหลีกเลี่ยงอิทธิพลของ‘อัตตา’ ที่มีอยู่ในร่างของแต่ละคนได้ ความเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่ายจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการที่จะร่วมชีวิตและร่วมทางเดินเดียวกันมีเพียง ‘ความรัก’ และ ‘ความอาทร’ เท่านั้นที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจได้ความรักอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ ความอาทรต้องอยู่คู่ความรักเสมอ ความรักที่ขาดความเมตตาอาทร มิอาจอยู่ได้ตลอดรอดฝั่งชั่วกาลนานความรักคือตัวแทนของความผูกพัน ความคิดถึง ความใฝ่หาและการเทิดทูน เป็นความรู้สึกละเมียดละไมที่มีพลังทำ ให้เกิดความรู้สึกเข้มแข็ง ไว้วางใจ การเชื่อฟัง และการปฏิบัติตาม ตลอดจนความพยายามเพื่อตอบสนองความปรารถนาของผู้ที่ตนรัก
ดังนั้นใน
ด้านของความรักนี้ บทบาทและคุณลักษณะของฝ่ายหญิงจึงเห็นได้ชัดเจนที่สุด

“เมื่อสตรีใดได้ทำละหมาดครบทุกห้าเวลา ได้ถือศีลอดใน
เดือนเราะมะฎอน ได้สงวนตนเอง(ไม่ผิดประเวณี) และได้
เชื่อฟังสามี (ในวันปรโลก) นางจะถูกกล่าวว่า จงเข้า
สวรรค์จากประตูใดก็ได้ที่นางต้องการ”
(ความหมายหะดีษฺ
ดูเศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 660)

“ไม่มีสิ่งใดที่มุอฺมินผู้หนึ่งใชัมันช่วยเขาหลังจากการยำ
เกรง ที่จะดีกว่าภรรยาศอลิหะฮฺ ถ้าเขาสั่งนาง นางจะทำ
ตาม ถ้าเขามองนาง นางจะทำให้เขารู้สึกสุข ถ้าเขาขอจาก
นางด้วยการสาบาน นางจะทำให้เขา ถ้าเขาไม่อยู่ นางจะ
รัก ษ า แ ล ะ ดูแ ล ตัว ข อ ง น า ง แ ล ะ ส ม บัติข อ ง เ ข า ”
(ความหมายหะดีษฺรายงานโดยอิบนุ มาญะฮฺ 1875)

ในขณะที่ความเมตตาอาทรคือการใช้ความอ่อนโยน ความละมุนละม่อม และใช้สติ มิใช่พละกำลัง
ซึ่งสามารถที่จะเห็นได้ชัดจาก
บทบาทของฝ่ายชาย อันเป็นหน้าที่และคุณลักษณะที่เขาต้องมีและพึงปฏิบัติให้ดีที่สุดต่อฝ่ายหญิง ความแข็งกร้าวไม่อาจจะใช้กับพวกนางได้
เพราะโดยธรรมชาติแล้วผู้หญิงเป็นเพศที่มีลักษณะแห่งความเปราะบางและต้องการการทะนุถนอม

“ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ปฏิบัติอย่างดีที่สุดต่อภรรยาของเขา”
(ความหมายหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ
3265)

“จงปฏิบัติต่อผู้หญิงดีๆเพราะนางถูกสร้างมาจากกระดูกซี่โครง และส่วนที่งอที่สุดของซี่กระดูกคือส่วนบน
ถ้าท่าน
ต้องการที่จะดัดมันให้ตรงมันก็จะหัก แต่ถ้าท่านไม่ดัดมันมันก็จะงออยู่เช่นนั้น ดังนั้นจงปฎิบัติต่อผู้หญิงดีๆ”
(อ้าง
แล้ว)

ถึงกระนั้น ทั้งความรักและความอาทร ยังต้องเป็นคุณลักษณะร่วมกันของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพราะในที่สุดแล้วทั้งสองคนคือชีวิตเดียวกัน และธาตุแท้ของความเมตตาอาทรก็คือความรัก และความรักเองถ้าบริสุทธิ์จริงย่อมต้องมีส่วนของความอาทรแฝงอยู่อย่างมิต้องสงสัย คุณลักษณะแห่งรักและเมตตาจึงปรากฏให้เห็นจากทั้งสองฝ่ายได้ ถ้าหากต่างคนต่างรู้และเข้าใจ ตัวอย่างอันงดงามของ

คุณลักษณะดังกล่าวได้ถูกบันทึกในวจนะของท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า

“อัลลอฮฺได้เมตตาชายผู้หนึ่ง ที่ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อละหมาดกลางคืน แล้วเขาก็ปลุกภรรยาของเขาเพื่อให้ลุกขึ้นมาละหมาด ถ้านางไม่ยอมลุก
เขาก็เอาน้ำมาปะพรมบนหน้า
ของนาง และอัลลอฮฺได้เมตตาหญิงหนึ่ง ที่ได้ตื่นขึ้นมากลางคืนเพื่อทำการละหมาด แล้วนางก็ปลุกสามีของนางเพื่อให้ลุกขึ้นมาละหมาด
ถ้าเขาไม่ยอมลุก นางก็เอาน้ำมา
ปะพรมบนหน้าของเขา”
(ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 3494)

พฤติกรรมของสองสามีภรรยาในหะดีษฺข้างต้นมีอะไรเป็นสาเหตุมิได้ นอกเสียจากเพราะรักที่จะให้แต่ละฝ่ายได้รับความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า และเมตตาอาทรซึ่งกัน
ด้วยความกลัวว่าใคร
คนใดคนหนึ่งจะต้องเป็นเชื้อเพลิงของไฟนรกในวันปรโลก จึงยอมทำลายความสุขชั่วคราวในการหลับนอน
โดยใช้น้ำมาปะพรมใบหน้า
เพื่อให้ลุกขึ้นมาเข้าเฝ้าองค์อภิบาลผู้เมตตาพร้อมๆ กัน เพื่อความสุขอันยั่งยืนกว่าในโลกหน้าอันสถาพร … อัลลอฮุ อักบัรฺ !
นี่คือฐานแห่งความเข้าใจที่สำคัญยิ่ง สำหรับคนสองคนที่ตัดสินใจ
ร่วมชีวิตสู่เส้นทางแห่งความนิรันดร เพราะเขาทั้งสองมิใช่จะเป็นคู่กันเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น
ทว่าในวันอันยาวนานหลังความตายมาพราก
ลมหายใจ ยังมีอีกโลกหนึ่งที่ทั้งสองต้องครองคู่กันไปชั่วกาลถ้าทั้งคู่เป็นผู้สมควรได้รับสวรรค์ นั่นย่อมเป็นสถานพำนักที่ประเสริฐยิ่งแล้ว

“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายและพวกเขาเป็นมุสลิม จงเข้าพำนักในสวรรค์ ทั้งพวกเจ้าและคู่ครองของพวกเจ้า ด้วยความสำราญอันเปี่ยมยิ่งด้วยเกียรติเถิด”
(ความหมายจากสู
เราะฮฺ อัซ-ซุครุ๊ฟ อายะฮฺที่ 69-70)

แต่ถ้าทั้งคู่คือผู้ทรยศองค์ผู้สร้าง แน่แท้นรกโลกันตรคือผลตอบแทนที่เลวร้ายที่สุดจนมิอาจหาสิ่งใดเปรียบเปรย

“จงต้อนบรรดาผู้อธรรมทั้งหลายพร้อมคู่ครองของพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชานอกจากอัลลอฮฺ
แล้วจงชี้ให้
พวกเขาไปสู่สะพานแห่งนรกอันเผาผลาญ”
(ความหมายอัล
กุรอานจากสูเราะฮฺ อัศ-ศ็อฟฟาต อายะฮฺที่ 22-23)

หญิงชายมิอาจแยกกันอยู่ได้ แต่การอยู่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็ใช่เป็นสิ่งที่ง่ายดาย
ถ้าหากไร้ซึ่ง ‘ความรัก’ และ ‘ความ
อาทร’
อันเป็นฐานแห่งความเข้าใจสำคัญในการร่วมเดินทางสู่ชีวิต
นิรันดร
และนี่คือเครื่องหมายที่ยิ่งใหญ่ขององค์อัลลอฮฺ อันมีค่ายิ่ง
สำหรับบรรดาผู้ที่คิดใคร่ครวญ
มหาบริสุทธิ์เถิดองค์อัลลอฮฺ ดำรัสของพระองค์ย่อมสัจจริง
เสมอ.