อิสลาม : ความรัก ?
อมตะแห่งความงดงามที่บริสุทธิ์ สมบูรณ์

กี่หมื่นกี่พันล้านปีมาแล้วที่จักรวาลถูกก่อกำเนิด

? กี่ช่วงสมัยมาแล้วที่ประวัติศาสตร์มนุษย์ถูกจารึกเอาไว้? และอีกนานเท่าใดจะถึงจุดจบของทุกสิ่ง หรือเมื่อใดเล่าคือจุดเริ่มต้นของ ชีวิตใหม่ที่นิรันดร?

กาลเวลามิอาจรอผู้ใดได้ มันยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ เหมือนที่มันเดินทางมาแล้ว ไม่มีใครล่วงรู้ว่ากาลเวลาจะหยุดเดิน ณ ที่ใด สิ่งที่เรารู้เห็นมีเพียงร่องรอยการเดินทางอันยาวนานของกาลเวลาเท่านั้น มีร่องรอยบางอย่างที่เลือนหายไปแล้ว บางอย่างก็เปลี่ยนไป บางอย่างยังคงอยู่และกำลังรอการเปลี่ยนแปลง บางอย่างยังเป็นร่องรอยอมตะที่มิอาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ มันจะยังคงอยู่เช่นเดิมตราบจนสิ้นเวลาของมันในโลกนี้ บางอย่างที่ว่า อาจจะเป็น ความรัก

โลกเปลี่ยนไปมากเท่าใดแล้ว หลังจากการก่อกำเนิดครั้งแรกแต่ความรักยังคงอยู่ ยืนหยัดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอายธรรมมนุษย์ วัฒนธรรมอันหลากหลายที่สับเปลี่ยนหมุนเวียน ผ่านมาถึงยุคนี้ ที่โลกแห่งความจริงกำลังจะกลายตัวเป็น

โลกเสมือนจริงมากเข้าไปทุกที

ถ้าเทคโนโลยีคืออภินิหารความรู้ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์ความรักก็คืออภินิหารความยิ่งใหญ่แห่งพลังอำนาจของพระเจ้าผู้ทรงเอกาและปรีชายิ่ง ความซับซ้อนของเทคโนโลยีไหนเลยจะนำมาเทียบเคียงกับความซับซ้อนของความรักได้

!ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันมีผู้ใดที่ให้นิยามของความรักได้อย่าง ลงตัวมากที่สุด จนมิต้องให้นิยามซ้ำหรือให้ความหมายเพิ่มเติมอีก?

มีผู้พยามยามอธิบายว่าความรักคือ ความผูกพัน ความโหยหาความคิดถึง เป็นความรุ่มร้อน เป็นการผูกมัด เป็นการบเร้า คือการแผดเผาในใจ ความโศกเศร้าอาดูร คืออาการเสียใจ เป็นอุปสรรค เป็นความเจ็บปวด เป็นโรค เป็นความคลั่งไคล้ คือการหลอกลวง คือการทดสอบ เป็นความรู้สึกเหนือขอบเขต คือการเดินทางของหัวใจ คือเสียงกระซิบ คือความต้องการ ความกังวล ความงดงาม ฯลฯ

นอกจากนี้ยังปรากฏจากวจนะของท่านศาสนทูตว่า

ความรักของท่านต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะทำให้ท่านหูหนวกตาบอด
(รายงานโดย อะหฺมัด 5:94 และอบู ดาวูด 5130)

ในภาษาอาหรับมีคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า รักมากกว่าสี่สิบคำตามที่อิบนุล ก็อยยิมได้หยิบยกมาในหนังสือของท่าน เราะเฎาะตุลมุหิบบีน วะ นุซฮะตุล มุชต๊ากกีน

ข้าพเจ้าว่าไม่จำเป็นที่เราต้องให้ความหมายว่า อะไรคือความรัก เพราะในที่สุดแล้ว พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าความรักคืออะไร และพระองค์เท่านั้นที่กำหนดว่าความรักอันเที่ยงแท้และสูงส่งเป็นเช่นไรอย่าได้รู้สึกอัศจรรย์ใจ ถ้าหากพบว่ามีการกล่าวถึงความรักในคำสอนของอิสลาม อันที่จริงมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เป็นความงดงามสมบูรณ์ในคำสอนอันบริสุทธิ์ น่าเสียดายที่ไม่มากคนเคยได้รับรู้ เพราะน้อยคนนักที่สามารถเผยความงดงามที่สมบูรณ์นี้ได้ อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ปรารถนาที่จะรู้ตั้งแต่ต้น หรือเป็นเพราะมีสิ่งอื่นที่ถูก

โฆษณาว่าดีกว่า จนเราพลอยหลงเชื่อและหลงทำตามจนมิคิดว่ามีความงดงามที่สมบูรณ์กว่าในคำสอนขององค์อภิบาลเจ้า

แน่แท้ ถ้าเราท่านรู้และมั่นใจว่า อิสลามเป็นบัญญัติที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ไหนเลยต้องคอยหาสิ่งอื่นมาประเคนและปรนเปรอความปรารถนา หรือต้องฝืนลำบากทำตัวเช่นพวกที่อ้างตนว่าเป็น อารยชนความรักระหว่างชายหญิง ถูกสาธยายในอัลกุรอานโดยพระองค์ผู้ทรงยิ่งด้วยความปรีชาความว่าว่า

และในจำนวนเครื่องหมายทั้งหลายของพระองค์คือทรงสร้างให้แก่พวกเจ้าซึ่งคู่ครองจากตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้ สงบอยู่กับนาง และทรงทำให้มี ความรักใคร่หาและ ความเมตตาอาทรระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายแก่บรรดาผู้ใคร่ครวญ
(อัรฺรูม : 21)

ในขณะที่ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้อธิบายว่า

แท้จริงบรรดาสตรีนั้นเป็นคู่(ที่มาจากส่วนหนึ่ง)ของเหล่าบุรุษ

(อบู ดาวูด 236)

นี่คือที่สุดแห่งความหมายของคำว่ารัก ความรักที่อัลกุรอานและท่านนบีให้ความหมาย คือการเติมเต็มระหว่างชายหญิง ให้หัวใจที่รุ่มร้อนและอารมณ์รบเร้าของบุรุษ สงบอยู่กับ นางของเขา ในขณะที่นางก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธ เขาได้ เพราะนางเป็นส่วนหนึ่งที่ดั้งเดิมแล้วมาจากตัวของเขาเองมีการอธิบายในลักษณะนี้อย่างชัดเจนในอัลกุรอานความว่า

พวกนางเป็นอาภรณ์ให้แก่พวกเจ้า และพวกเจ้าก็เป็นอาภรณ์ให้แก่พวกนาง

” (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 187)

ทุกสิ่งทุกอย่างในอิสลามล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและวิสัยความต้องการอันดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า

ฟิฏเราะฮฺของมนุษย์ความรักก็เช่นกัน ในฐานะบ่าวของอัลลอฮฺ มุสลิมผู้ศรัทธาจะมองความรักเป็นหนึ่งในกำหนดขององค์อภิบาลเพื่อการเป็นมนุษย์ที่มีหน้าที่ต้องรับใช้คำสั่งและดำเนินชีวิตตามลิขิตของพระองค์ข้อแตกต่างที่พิเศษกว่าก็คือ ความรักที่อยู่ในกรอบขอบเขตแห่งคำสอนอันสูงส่งนี้ สามารถทำหน้าที่ทุกประการของสิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น ความรักได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่สร้างพิษภัยใดๆ เช่นที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความรักในรูปแบบอื่นความรักของอิสลามไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยเพ้อฝัน ไม่ต้องจัดฉากไม่ต้องจินตนาการหรือกระตุ้นด้วยสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่เป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นในใจผู้ศรัทธา เมื่อใดที่ได้สดับฟังโองการแห่งบัญญัติอันบริสุทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยใจยอมรับและพร้อมที่จะดำเนินตามดำรัสของพระองค์
ค่าของความรักในอิสลามจึงมิอาจนำไปเทียบเคียงกับความรักอื่นๆ ได้ เพราะนอกจากจะมี
จุดร่วมแห่งความสุขเดียวกันกับความรักรูปแบบอื่นๆ ทั้งหลายแล้ว ความรักในอิสลามยังเหนือกว่าด้วยการที่มีพื้นฐานของการก่อร่างสร้างรูปมาจากการ ตอบรับบัญญัติของพระเจ้า มิใช่เพียง สนองต่อความต้องการและราคะเท่านั้นความรัก ความผูกพันระหว่างชายหญิงผู้ศรัทธามีมากกว่ามิติของ ความต้องการระหว่างกันทว่ายังเกี่ยวข้องกับมิติของ บัญญัติแห่งคำสอนจากฟากฟ้าอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงคุณค่าและความสมบูรณ์ของมันอีกต่อไป เพราะความรักนี้จะยั่งยืนไม่เพียงแค่อายุขัยของโลกนี้เท่านั้น
แต่จะคงถาวรตลอดไปหลังชีวิตแห่งความตายอันนิรันดร

บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายและพวกเขาเป็นมุสลิม จงเข้าพำนักในสวรรค์ ทั้งพวกเจ้าและคู่ครองของพวกเจ้า ด้วยความสำราญอันเปี่ยมยิ่งด้วยเกียรติเถิด
(ความหมายจากสูเราะฮฺ อัซซุครุ๊ฟ อายะฮฺที่ 69-70)

มีผู้ใดที่กล้าตีค่าความรักที่ยั่งยืนได้เพียงนี้บ้าง

?

แน่แท้ ไม่มีค่าใดๆ อีกเลยที่คู่ควรกับ

ความงดงามที่งอกเงยมาจาก ความบริสุทธิ์ใจในการน้อมรับดำรัสแห่งพระผู้เป็นเจ้า
ความรัก ที่โดยทั่วไปอาจจะเป็นราคีคาวอันน่าเหยียดหยามและต่ำต้อย ถ้าหากใช้ผิดโดยพร่ำเพรื่อและไม่ยั้งคิด ขณะเดียวกันกลับสามารถเป็นสิ่งที่สูงค่ายิ่งจนมิอาจเปรียบเปรย ถ้าเมื่อใดที่ถูกใช้ในทางที่ถูกต้อง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ความใคร่หาระหว่างชายหญิงเป็นสิ่งปกติ ความใคร่หาเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์มนุษย์ที่อัลลอฮฺกำหนดให้เป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอประการหนึ่งในตัวของมนุษย์ทุกคน
มีหลายคราที่อัลกุ
รอานได้ชี้ให้เราเห็นจุดอ่อนนี้ ตัวอย่างเช่น

อัลลอฮฺประสงค์จะผ่อนให้เบาแก่พวกเจ้า(ด้วยบัญญัติต่างๆที่สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์) และมนุษย์นั้นถูกสร้างเป็นผู้อ่อนแอ

(ความหมายจาก สูเราะฮฺ อันนิสาอฺ อายะฮฺที่ 28)

อัลลอฮฺทรงรู้ว่าพวกเจ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง (ด้วยการปกปิดความใคร่หาคู่รัก)”

(ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 187)

อัลลอฮฺทรงรู้ว่าพวกเจ้าจะคิดถึงพวกนาง
(
ความหมายจากสูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ : 235 )

เมื่อมีความใคร่หาอยู่ในตัว มนุษย์จึงต้องหาทาง

สนองต่อความปรารถนานี้ ไม่ต้องอธิบายว่ามีหนทางมากเท่าใดที่ผู้คนในยุคนี้ได้ใช้มันเพื่อสนองตอบอารมณ์ความใคร่หาของตน วิธีการสนองตอบอารมณ์ใคร่หาคือเส้นแบ่งอีกประการหนึ่งที่สามารถนำมาเปรียบเทียบระหว่างความรักในอิสลามกับความน่าอดสูที่เกิดขึ้นจากผลของการใช้ความรักไม่ถูกทาง
เพราะมนุษย์ไม่นึกถึงกรอบในการควบคุมอารมณ์ เพราะความใคร่หาความรักกลายเป็นสินค้าหนึ่งของธุรกิจสมัยใหม่
และ
เพราะองค์ประกอบอีกหลายๆ อย่าง ทำให้ในที่สุด สิ่งที่ผู้คนเรียกมันหรือ
อ้างว่ามันเป็นความรักได้สร้างพิษภัยมากมายและพิสดารให้กับสังคมมนุษย์ อันที่จริงสิ่งนี้ควรจะได้ชื่อเรียกว่า ความรักจอมปลอม
สำหรับอิสลาม ความรักแท้คือการประสานชีวิตของหญิงชายสองคนให้เป็นชีวิตเดียวด้วยการสมรส การตกลงเพื่ออยู่ร่วมกันเป็นคู่ชีวิตของทั้งสองคนคือประจักษ์พยานอันยิ่งใหญ่ถึงความรักที่ทั้งสองต่างมีให้ต่อกัน ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ดีกว่านี้สำหรับคนสองคนที่มีความรักเป็นความหมายที่ได้รับการถ่ายทอดจากท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ความว่า

ไม่เห็นปรากฏมีสิ่งใด(ที่ดี)สำหรับ(หญิงชาย)สองคนที่รักกัน จะเทียมเท่าการแต่งงาน

(รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ1847)

ในที่สุด
การแต่งงานจึงเป็นข้อสรุปของความรัก และเป็นสิ่งที่อิสลามไม่เพียงส่งเสริมและสนับสนุน หากแต่ได้กำชับและกำหนดบัญญัติไว้อย่างละเอียดและชัดเจนที่สุด
นอกจากจะเป็นบัญญัติแห่งองค์อภิบาลผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งแล้วการแต่งงานยังซ่อนไว้ซึ่งความลับอีกมากมายที่ยากแก่การอธิบายให้หมดได้ ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ศรัทธาก็คือ
การแต่งงานเป็นการสร้าง
ความสมบูรณ์ให้กับชีวิตในฐานะบ่าวผู้หนึ่งของอัลลอฮฺ การแต่งงานในนัยยะของอิสลามจึงมีมากกว่าความรักของคนสองคน
แต่เป็นความรัก
ที่ทำให้อีกความรักหนึ่งได้ประกอบกันขึ้นจนสมบูรณ์และงดงามที่สุดอีกความรักหนึ่งที่เราหมายถึง คือความรักที่บ่าวมอบให้พระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ด้วยการเชื่อฟังและดำเนินตามแนวทางของอิสลาม อันเป็นสุดยอดแห่งความรักของปวงผู้ศรัทธาทั้งมวล

และนี่คือค่าของความรักในอิสลาม คือหนทางของการสร้างความรักระหว่างชายหญิง เป็นเส้นทางรักของศรัทธาชน
เพื่อ
การเดินทางของชีวิตในฐานะมนุษย์ผู้มอบความรักให้พระเจ้าผู้ทรงเมตตา สู่จุดหมายบั้นปลายของการมีชีวิตในอีกโลกหนึ่ง
ที่เหลือ
เพียงความยั่งยืนตลอดกาล อิสลามกับความรัก
จึงเป็นความ
งดงามสมบูรณ์ ยาวนานตลอดกาล และมิอาจนำไปเทียบเคียงกับความรักใดๆ ได้อีกเลย

.
อัลลอฮุ อักบัรฺ !