บทสัมภาษณ์มุสลิมะฮฺผู้ร่วมอยู่ในมัสยิดแดง :
มันคือการฆาตรกรรมหมู่มุสลิมะฮฺ 1,500 คน

31 07 2007

 

Lal Interview “1500 Sisters Were Massacred | Translated and
Reported by Ahmed Jan, JUS Pakistan Correspondent in Islamabad

 

[Translated into Thai
by Al-Istishhad]

17 กรกฎาคม
2007

 

มุสลิมะฮฺประมาณ
1,500 คนถูกสังหารภายในญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ
ไม่มีใครถูกจับเป็นตัวประกัน
ไม่มีทั้งกลุ่มหัวรุนแรงและ ผู้ก่อการร้ายอยู่ในมัสยิด
รัฐบาลได้ซ้อนเร้นร่างของผู้เสียชีวิต
ความกลัวตายหมดสิ้นไปเมื่อได้เห็นร่างไร้วิญญาณของบรรดาพี่น้องมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺ
การปฏิวัติฟื้นฟูอิสลามด้วยกำลังเลือดเนื้อเป็นสิ่งจำเป็น

นี่คือคำให้การของมุสลิมะฮฺผู้รอดชีวิตจากมัสยิดแดง

[บันทึกจากผู้เรียบเรียง (ภาษาอังกฤษ) : อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ที่เราได้รับโอกาสให้เผยแพร่บทสัมภาษณ์นักศึกษามุสลิมะฮฺที่รอดชีวิตมาจากเหตุการณ์ฆาตรกรรมแห่งมัสยิดแดง
ซึ่งนำเสนอโดย
urdupoint.com …ถ้าโลหิตของคุณยังไม่ได้เดือดพล่านมาก่อนหน้านี้
มันก็จะต้องได้เดือดภายหลังจากอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้]

 

                อิสลามาบัด : นักศึกษามุสลิมะฮฺผู้รอดชีวิตจากการฆาตกรรมที่กองกำลังนอกศาสนาของปากีสถานกระทำ
ณ มัสยิดแดง ได้ให้สัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นถึงประสบการณ์อันเลวร้ายที่พวกเธอได้ประสบมา

                อะมามะฮฺ, มุสลิมะฮฺผู้รอดชีวิตได้เล่าว่าในวันที่ 6
ของการปิดล้อมมัสยิดแดง เธอจำต้องยอมออกมาจากบริเวณมัสยิด ในขณะนั้นมีพี่น้องมุสลิมะฮฺอยู่ในญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ
(
ซึ่งอยู่ภายในบริเวณของมัสยิดแดง) ประมาณ 1,500 คน เธอยืนยันว่าผู้คุมมัสยิดไม่ได้ใช้การกดดันใดใดทั้งสิ้นเพื่อให้นักศึกษาคงอยู่ภายในบริเวณที่ถูกปิดล้อม
และไม่มีใครถูกจับเป็นตัวประกันแม้แต่คนเดียว

                อะมามะฮฺ บอกว่ามุสลิมะฮฺทุกคนในนั้นมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นชะฮีด
และทุกคนก็หวังว่าร่างของตนจะถูกฝังไว้ในญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ ไม่มีใครเต็มใจจะละทิ้งที่นั่นออกมา
อุมมุฮัซซานผู้เป็นครูใหญ่สั่งให้พวกเธอออกมาจากที่นั่น แต่ทุกคนก็ปฏิเสธที่จะทำตาม

                อะมามะฮฺ เล่าต่อไปว่า เรายอมออกจากบริเวณมัสยิดมาก็เมื่ออุมมุฮัซซานบอกกับเราว่าให้พวกเราออกมาก่อน
แล้วเธอจะตามออกมาทีหลัง
แต่เมื่อเราออกมาแล้ว ก็พบว่าทั้งอุมมุฮัซซานและครอบครัวของเธอไม่ได้ตามเราออกมานี่คือสิ่งที่เราทุกคนรู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก

                หลังจากการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้จบลง หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลนอกศาสนาก็เข้ามาควบคุมความเคลื่อนไหวของบรรดามุสลิมะฮฺที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์มัสยิดแดงอย่างใกล้ชิด
ทำให้สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นอื่น ๆ ยกเลิกแผนที่จะสัมภาษณ์พวกเธอไป

                อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ อะมามะฮฺได้เปิดเผยว่า ในวันที่หกของการปิดล้อมซึ่งพวกเราจำต้องยอมจำนนออกมานั้น
มีพี่น้องมุสลิมะฮฺของเราประมาณ
100 คน
และพี่น้องมุสลิมีนอีกราว ๆ
200 คน ตายชะฮีดไปแล้วภายในบริเวณที่ถูกปิดล้อมห้องเรียนของเราเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณของบรรดาชุฮะดาอฺทั้งมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺบรรดามุสลิมีนพยายามต่อต้านกองกำลังของมารร้ายด้วยปืน เอ.เค.47 ที่มีอยู่เพียง 15 กระบอก พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการยืนหยัดเพื่อสัจธรรมนั้นต้องการเพียงความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่มั่นคง
ไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์หรือกำลังพล

                อะมามะฮฺ ยังได้ปฏิเสธคำโฆษณาชวนเชื่ออันตลบตะแลงของรัฐบาลมุชาราฟที่กล่าวหาผู้คนในมัสยิดแดงเป็นพวกผู้ก่อการร้ายด้วยว่า
นักสู้ทุกคนในมัสยิดแดงคือนักศึกษามุสลิมีนของพวกเรา และถ้าข้อกล่าวหาของรัฐบาลเป็นความจริงแล้ว
ทำไมถึงไม่ยอมให้บรรดาสื่อมวลชนเข้ามาทำข่าวภายในบริเวณที่ถูกปิดล้อมล่ะ
?”

                อะมามะฮฺ ได้ร้องไห้ขณะกล่าวต่อไปว่า ขณะที่พี่น้องมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺของเราอ้าแขนรับการตายชะฮีดนั้น ขวัญและกำลังใจของเราได้เพิ่มพูนขึ้น
เราไม่หวั่นเกรงเลยต่อลูกปืน และความเสียหายที่มันได้สร้างขึ้น

                สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่ามีแหล่งที่ซ่อนอาวุธหนักอยู่ภายในมัสยิดแดงนั้น เธอกล่าวว่า
มันเป็นการกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลได้ปล่อยข่าวว่าถ้าเราไม่มีคลังแสงเก็บอาวุธอยู่ภายในแล้ว
เราจะต่อต้านกองกำลังของพวกเขาอย่างรุนแรงแข็งขันเช่นนี้ได้อย่างไร
?…ความจริงก็คือพวกเราได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ พระองค์ได้ทำให้สัญญาของพระองค์เป็นความจริงสัญญาที่ว่า ผู้ใดที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺนั้น
อัลลอฮฺจะประทานความช่วยเหลือลงมาให้กับเขา แม้ว่ามันจะเป็นความช่วยเหลือที่มองไม่เห็นก็ตาม
อัลลอฮฺได้ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามบัดรฺและอุฮุดกลับคืนมา บรรดากองกำลังทรราชย์เหล่านั้นไม่ได้ถูกฆ่าโดยอาวุธของพี่น้องมุสลิมีนของเราอัลลอฮฺต่างหากที่ฆ่าพวกเขา!

                ฟาติมะฮฺ , นักศึกษามุสลิมะฮฺอีกคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ร่วมกับอะมามะฮฺเล่าว่า
พี่น้องมุสลิมะฮฺของเราได้ตายชะฮีดไปราว ๆ 1,500 คน แต่รัฐบาลรายงานว่าพวกเขาตายเพียง 200 คน ครอบครัวของเพื่อนรักคนหนึ่งของเราได้ถามถึงลูกสาวของเขา
เราไม่รู้จะบอกพวกเขาอย่างไร
อันที่จริงแล้วมีทารกและเด็กหลายคนรวมอยู่ในบรรดาชุฮะดาอฺด้วยเด็ก ๆ เหล่านั้นอายุประมาน 2-8 ขวบเท่านั้น

                ฟาติมะฮฺ ยังได้โจมตีรัฐบาลนอกศาสนาด้วยว่า
ร่างของนักศึกษาผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นชะฮีดนั้นถูกดูหมิ่น
พวกเขาพยายามซ่อนเร้นร่างเหล่านั้นเพื่ออำพรางอาชญากรรมที่พวกเขาได้ก่อขึ้น ฉันขอเรียกร้องไปยังศาลพิจารณาคดีสูงสุดให้เปิดเผยอาชญากรรมอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อนครั้งนี้ออกมา
ประเทศปากีสถานถูกสถาปนาขึ้นในนามของกะลีมะฮฺอันสูงส่ง นั่นคือคำปฏิญาณว่า
ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺแต่หกสิบปีที่ผ่านมา
กะลีมะฮฺนี้ถูกล่วงละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า
การปฏิวัติด้วยกำลังเลือดเนื้อจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประกาศใช้กฎหมายของอัลลอฮฺในประเทศนี้เลือดของบรรดานักศึกษาทั้งมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺที่นี่ต้องไม่สูญเปล่า

                “ที่จริงแล้วรัฐบาลมุชาราฟสังหารหมู่นักศึกษาที่นี่ก็เพื่อจะปกป้องตัวเอง
และเพื่อเอาความดีความชอบจากสหรัฐอเมริกา ห
ลักฐานในเรื่องนี้ก็คือการที่อเมริกาได้จัดเตรียมเครื่องบิน
เอฟ
16 ไว้ให้รัฐบาลปากีสถานแล้วถึง 2 ลำ
ฟาติมะฮฺ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม

                อะมีนะฮฺ เป็นนักศึกษามุสลิมะฮอีกคนหนึ่งซึ่งถูกแยกมาให้มาให้สัมภาษณ์ต่างหาก
เธอได้ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในญามิอะฮฺฮัฟเซาฮฺจนกระทั่งถึงวันที่
6 กรกฎาคม
2007 ก่อนจะจำยอมออกมาจากบริเวณที่ถูกปิดล้อม ด้วยคำสั่งเด็ดขาดของอุมมุฮัซซานผู้เป็นครูใหญ่
เธอได้บอกเล่าช่วงเวลาอันเป็นเสมือนประสบการณ์อันแสนสาหัสของชีวิตเธอ และเหตุการณ์ต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นภายในมัสยิดแดง
มีน้ำตาไหลเอ่ออกมาจากดวงตาของเธอเกือบตลอดการให้สัมภาษณ์
โดยชื่อจริงของอะมีนะฮฺจะถูกปิดบังไว้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย และนี่คือประสบการณ์จากคำบอกเล่าของเธอ
:

ผู้สัมภาษณ์ : คุณอายุเท่าไหร่ และเรียนอะไรบ้างในญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ?

อะมีนะฮฺ : ฉันอายุ 17
ปี เรียนเกี่ยวกับอัล-กุรอาน, อัล-หะดีษ
และวิชาอื่น ๆ ในญามิอะฮฺฮัฟเซาฮฺมาได้
3 ปีแล้ว

ผู้สัมภาษณ์ : ขอถามตรง ๆ ว่า คุณยืนยันจะอยู่ภายในโรงเรียนของคุณด้วยความสมัครใจ
หรือว่าคุณถูกบังคับ
?

อะมีนะฮฺ : ไม่เลย!
ไม่มีใครบังคับฉัน ฉันยืนยันจะยู่ในนั้นด้วยความเต็มใจของฉันเอง ฉันต้องการจะอยู่สู้ต่อไปด้วยซ้ำ
แต่อุมมุฮัซซานใช้อุบายหลอกให้ฉันออกมาในวันที่สามของการปิดล้อม
พี่น้องมุสลิมะฮฺของเราราว ๆ
95 คน และมุสลิมีนอีก 75
คน เป็นชะฮีดไปแล้วขณะที่ทำการต่อสู้ พวกเราทุกคนช่วยกันเก็บร่างของบรรดาชุฮะดาอฺเหล่านี้
มือของฉันกลายเป็นสีแดงด้วยเลือดของพวกเขา และในขณะที่เรากำลังเก็บร่างผู้เป็นชะฮีดไปแล้วนั้น
ก็จะมีพี่น้องมุสลิมะฮฺของเราเป็นชะฮีดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กุรอานที่พวกเรามีอยู่ถูกเปิดทิ้งไว้โดยไม่รู้ว่าจะมีใครได้ปิดมันหรือไม่
เราไม่มีอาวุธอะไรเลยนอกจากจำนวนเล็กน้อยที่บรรดามุสลิมีนใช้ พวกเราทำหน้าที่ขนส่งน้ำไปให้บรรดามุญาฮิดีนมุสลิมีนของเรา

                กิจวัตรของเราดำเนินไปเช่นนี้เป็นเวลาประมาน 3 วัน อุมมุฮัซซานก็แจ้งให้เราทราบว่า
ขณะนี้มีพี่น้องมุสลิมะฮฺอยู่ร่วมกันที่นี่ประมาน
1,500 คน
และไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับจะรับประทาน อุมมุฮัซซานเรียกพวกเราไป และขอร้องให้เราออกไปจากที่นี่
เธอยังได้ขอร้องให้รุ่นพี่มุสลิมะฮฺส่วนหนึ่งรับผิดชอบดูแลให้รุ่นน้องไปถึงบ้านโดยปลอดภัยแต่มุสลิมะฮฺทุกคนรวมทั้งฉันปฏิเสธที่จะออกไปจากที่นี่
อุมมุฮัซซานจึงบอกว่าให้พวกเราออกไปก่อน แล้วเธอจะตามออกไป เมื่อเธอยืนยันเช่นนี้อีกครั้ง
พวกเราจึงยอมออกมา แต่แล้วเธอก็ไม่ได้ตามเราออกมา
(เช็ดน้ำตา)
พวกเราทุกคนไม่มีใครอยากออกมาจากที่นั่น
ทุกคนได้เขียนความปรารถนาสุดท้ายของตนเอาไว้แล้ว
นั่นคือ
การเป็นชะฮีด และทุกคนก็หวังว่าร่างของตนจะถูกฝังเอาไว้ในญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ

ผู้สัมภาษณ์ : บอกเราหน่อยเถิดอะมีนะฮฺว่ามีมุสลิมะฮฺเหลืออยู่กี่คน
ขณะที่คุณออกมาจากที่นั่น
?

อะมีนะฮฺ : มีนักศึกษามุสลิมะฮฺอยู่ที่นั่นราว
1,800 คน กลุ่มที่ออกมาพร้อมกับฉันมีประมาณ 300 คน ในขณะนั้นมีพี่น้องมุสลิมะฮฺของเราเป็นชะฮีดไปแล้วประมาน 100 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก ๆ ที่อายุเพียง 2 ขวบรวมอยู่ด้วย
มุสลิมะฮฺหลายคนถึงกับเป็นลมหมดสติไปขณะเก็บร่างไร้วิญญาณของเด็ก ๆ เหล่านี้

ผู้สัมภาษณ์ : คุณบอกว่ามีมุสลิมะฮฺเพียง
300 คนที่ออกมาตามคำสั่งของอุมมุฮัซซาน แล้วที่เหลือไปอยู่เสียที่ไหนล่ะ?

อะมีนะฮฺ : นั่นคือสิ่งที่เราทุกคนและผู้ปกครองผู้สิ้นหวังในการตามหาลูกสาวของตัวเองอยากจะรู้
ฉันมั่นใจว่าไม่มีพี่น้องมุสลิมะฮฺคนไหนอยากจะออกมาจากที่นั่น และทุกคนก็พร้อมที่จะเสียสละชีวิตของตนเอง
พี่น้องมุสลิมะฮฺของเราถูกพวกเขาสังหารหมู่อย่างไร้ความเมตตา แล้วพวกเขาก็เร่งรีบนำร่างของพวกเธอไปฝังท่ามกลางความมืดมิดของกลางคืน
มีมุสลิมะฮฺเหลืออยู่ในญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺประมาน
1,500 คนพวกเธอทั้งหมดนั้นเป็นชะฮีด!

ผู้สัมภาษณ์ : คุณช่วยเล่าความเป็นไปภายในญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ให้พวกเราฟังได้ไหม?

อะมีนะฮฺ : เราใช้ชีวิตประจำวันกันที่นี่
เหมือน ๆ กับตอนที่เราอยู่บ้าน เราจัดเตรียมทุกสิ่งไว้ภายในญามิอะฮฺ และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ครอบครัวของฉันส่งฉันมาเรียนที่นี่
หลังละหมาดอัสริ์เราจะมาเล่นกันที่สนามหญ้าพร้อม ๆ กับบรรดาลูกสาวของอุมมุฮัซซานกับเมาลานาอับดุลอะซีซ
แต่หลังจากรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวและตัดน้ำตัดไฟภายในญะมิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ เราก็มีปัญหาเพิ่มขึ้น
แต่ขวัญและกำลังใจของเรายังคงมีอยู่สูงมาก

                ฉันรู้สึกเหมือนพวกเรากำลังอยู่ในสมรภูมิรบ แม้ว่าสภาพการณ์ภายในญามิอะฮฺจะยากลำบากเหลือทนเมื่อกองกำลังของรัฐบาลระดมยิ่งแก๊สน้ำตาและระเบิดเข้ามา
แต่เราก็ยังสามารถอยู่หลังจากนั้นได้ถึงสามวัน ขณะที่พี่น้องมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺที่เหลือของเราสามารถยืนหยัดต่อสู้อยู่ภายในนั้นได้อีกเกือบสัปดาห์

ผู้สัมภาษณ์
:
แล้วคุณวางแผนไว้ยังไงกับอนาคตของคุณหลังจากนี้?

อะมีนะฮฺ : ฉันต้องการจะแบกรับภาระในฐานะตัวแทนของอัลลอฮฺต่อไป
สำหรับชีวิตของฉัน
การตายชะฮีดคือเป้าหมายสูงสุดที่มาก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด

                หลังการกระทำครั้งนี้ของรัฐบาล ปากีสถานดูเหมือนจะไม่ใช่ประเทศมุสลิมอีกต่อไป
ฉันรู้สึกว่าพี่น้องมุสลิมะฮฺโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ ที่อายุเพียง
2-8 ขวบนั้นโชคดีเหลือเกินที่ได้สละชีวิตของพวกเขาไปในหนทางของอัลลอฮฺ ในการต่อสู้เพื่อจะทำให้กฎหมายของอัลลอฮฺถูกประกาศใช้

เวลานี้ฉันไม่มีความปรารถนาที่จะรับประทานอาหารหรือทำงานอะไรเลย
ฉันได้แต่เฝ้าขอดุอาอฺหลังละหมาดทุกเวลาให้ฉันได้ตายชะฮีดในหนทางของอัลลอฮฺ ฉันเชื่อว่าแม้เมาลานาอับดุรรอชีดจะเสียชีวิตไปแล้ว
แต่การเคลื่อนไหวเพื่อให้กฎหมายของอัลลอฮฺถูกประกาศใช้จะไม่มีวันจบลง และการปฏิวัติอิสลามจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน

                ฉันรู้สึกเหมือนปากีสถานไม่ใช่ประเทศของมุสลิมอีกต่อไป
แม้มันจะถูกเรียกว่า
รัฐอิสลาม ฉันรู้สึกราวกับว่าพวกเราเป็นชาวอิรักที่ถูกกองทัพอเมริกันโจมตี

                เมาลานาอับดุรรอชีดจะยังคงมีชีวิตอยู่หลังจากการเป็นชะฮีด และเขาจะเป็นเสมือนเสียงเรียกร้องในหัวใจของฉัน
การเคลื่อนไหวเพื่อการปกครองในระบอบอิสลามจะต้องดำรงอยู่ต่อไป และการปฏิวัติเพื่อจัดตั้งระบอบอันนั้นจะต้องมาถึงในวันหนึ่งอย่างแน่นอน

ผู้สัมภาษณ์ : ช่วยเล่าเหตุการณ์ขณะที่ญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺถูกโจมตีให้เราฟังหน่อย

อะมีนะฮฺ : (ร้องไห้)
มือทั้งสองของฉันกลายเป็นสีแดงด้วยเลือดขณะที่ช่วยกันเก็บร่างของบรรดาชุฮะดาอฺ ฉันเคยได้ฟังคุตบะฮฺ
และเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิมะฮฺที่ต้องคอยเก็บศพบรรดาชุฮะดาอฺในแคชเมียร์
แต่ตอนนี้พี่น้องมุสลิมะฮฺที่นี่รวมทั้งฉันได้ทำให้คำบอกเล่านั้นกลายมาเป็นภาพจริงที่ในมัสยิดแดง
และญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ

                พวกเราแต้มสีให้แก่มือของเราด้วยเลือดของบรรดาชุฮะดาอฺ ฉันไม่สามารถอธิบายประสบการณ์ในช่วงเวลาแบบนั้นออกมาเป็นคำพูดได้
เมื่อกองกำลังรักษาความปลอดภัยเปิดฉากโจมตีเรา มันเป็นเหมือนวันโลกาวินาศสำหรับพวกเราเลยทีเดียว
ฉันเรียนหนังสือที่นี่มาเป็นระยะเวลาพอสมควร แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องพบกับสถานการณ์ที่ตัวเองถูกเรียกว่า
ผู้ก่อการร้ายในดินแดนที่ถูกเรียกว่า
ประเทศมุสลิม

                ห้องเรียนทั้งหลายภายในญามิอะฮฺถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันตลอดสามวัน ทำให้พี่น้องมุสลิมะฮฺจำนวนหนึ่งเริ่มสำลักควัน
เราทุกคนตัดสินใจแล้วว่าตายด้วยลูกกระสุนปืนย่อมดีกว่าตายเพราะสำลักควัน แต่บรรดามุสลิมีนก็ขอร้องไม่ให้เราออกไปร่วมรบในแนวหน้า
ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ยังยืนกรานอย่างแข็งขันที่จะต่อสู้หรือไม่ก็ตายในการต่อสู้

                จนกระทั่งอุมมุฮัซซานได้มาส่งเราออกไปจากที่นี่ ขณะนั้นกุรอานบางเล่มของเราหล่นจากตู้ลงมาอยู่บนโต๊ะ
โดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าจะมีใครเก็บมันใส่กลับเข้าตู้หรือเปล่า
ที่ส่วหน้าของอาคารญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺ มีกุรอานหลายเล่มตกอยู่ในบริเวณที่มีการเปิดฉากยิงใส่กัน
มีพี่น้องมุสลิมะฮฺของเราหลายคนพยายามที่จะเข้าไปเก็บมันขึ้น
โปรดเชื่อฉันเถิดว่า ขณะนั้นเองที่พวกเธอถูกกราดกระสุนใส่ และเสียชีวิตลงบนตักของพวกเราที่เหลือนี่เอง
(ถึงตรงนี้อะมีนะฮฺก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก) 

                พี่น้องมุสลิมะฮฺผู้ศรัทธาของเราจำนวนหนึ่งยังคงตกอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลนอกศาสนา
ขณะที่ครอบครัวของพวกเธอยังคงรอคอยการกลับมาของพวกเธออยู่ เจ้าหน้าที่รัฐบาลบอกว่าลูกสาวของพวกเขาจะได้รับการปล่อยตัวออกมาในไม่ช้า
แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่
เกียรติยศของพวกเธอจะไม่ได้รับการประกันความปลอดภัยเลย
ตราบใดที่พวกเธอยังต้องตกอยู่ในมือของบรรดาอาชญากรผู้ทรยศต่อศาสนาเหล่านั้น

                มัสยิดแดงได้ถูกโจมตีจนเสียหายแล้วโดยกองกำลังนอกศาสนาของปากีสถาน
เลือดอันบริสุทธิ์ของพี่น้องมุสลิมะฮฺได้ถูกชำระทำความสะอาดแล้วจากที่นั่น และร่างของพวกเธอก็ถูกเคลื่อนย้ายสู่สุสานอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน

                การฆาตรกรรมอันโหดเหี้ยมและการทำลายล้างอย่างไร้ความปรานีที่ถูกกระทำ
ณ มัสยิดแดง และญามิอะฮฺฮัฟเซาะฮฺได้แสดงให้เห็นแล้วว่า บรรดาทรราชนอกศาสนาจะดำเนินนโยบายอันไร้ศีลธรรมของพวกเขาต่อไป

 

ไม่มีผู้ชายที่กล้าหาญเหลืออยู่เลยหรือในปากีสถาน
ขณะที่เลือดของมุสลิมะฮฺได้รินหลั่ง

บรรดาทหารมุสลิมไปอยู่เสียที่ไหน
ในขณะที่เสียงเรียกร้องไปสู่อิสลามถูกทำลายอย่างโหดร้าย

โอ้ประเทศปากีสถาน!
จงลุกขึ้นและล้มล้างพวกนอกศาสนาที่ล่วงละเมิดคำสั่งของอัลลอฮฺเถิด

โอ้อุละมาอฺแห่งปากีสถาน!
จงมาเถิด มาร่วมมือกับบรรดาผู้บริสุทธิ์แห่งมัสยิดแดง เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความหวาดกลัวต่อบรรดาทรราช

โอ้ประชาชาติอิสลามแห่งปากีสถาน!

จงละทิ้งความคลุมเครือในจุดยืนของพวกท่านไปเสียเถิด แน่นอนว่าพวกท่านจะต้องถูกสอบถาม
ณ ที่อัลลอฮฺ


โอ้หนุ่มสาวแห่งปากีสถาน!

จงลุกขึ้น และจงเตรียมให้พร้อมซึ่งการญิฮาดกับมารร้ายตัวใหญ่
นั่นคือสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลของมุชาราฟซึ่งเป็นโฉมหน้าของผู้ที่สับปลับที่สุดในโลก

 

โอ้อัลลอฮฺ!


โปรดประทานความช่วยเหลือแก่ผู้หญิงที่ถูกข่มเหง
และบรรดาเด็ก ๆ ที่ถูกสังหารในหนทางของพระองค์ โดยน้ำมือของกองกำลังของบรรดามุนาฟิกีนด้วยเถิด

โอ้อัลลอฮฺ!

โปรดทำลายล้างกองทัพของพวกมารและแทนที่อำนาจของพวกเขาด้วยบรรดาผู้ศรัทธา

และโปรดประทานความเข้มแข็งให้แก่บรรดามุญาฮิดีนด้วยเถิด

ขออัลลอฮฺโปรดทำลายล้างบรรดาไพร่พลของพวกมุนาฟิกีนซึ่งสนับสนุนรัฐบาลทรราชทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น
และขออัลลอฮฺโปรดทำลายล้างการรายงานข่าวโดยสื่อมวลชนของพวกเขาและแผนการชั่วร้ายต่าง
ๆ ของพวกเขาด้วยเถิด