ใครคือศอหาบะฮฺ(สาวก)ของท่านนบี

   อิบนุศศอลาฮฺ ได้กล่าวไว้ในบทนำของหนังสือ "อุลูมุลฮะดีษ" ว่า"นักปราชญ์มีความเข้าใจต่างกันในความหมายของคำว่าศอหาบะฮฺนั้นหมายถึงใคร?"

   นักวิชาการทางด้านฮะดีษได้ให้คำนิยามไว้ว่า "ศอหาบะฮฺ คือ มุสลิมทุกคนที่ได้เห็นท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม"

   อิมามอัลบุคอรีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "ศอฮีฮ อัลบุคอรีย์" ของท่านว่า "ผู้ใดที่ได้อยู่กับท่านนบีหรือได้เคยเห็นท่าน โดยที่เข้าผู้นั้นเป็นมุสลิม ก็ถือว่าเป็นศอหาบะฮฺของท่าน"

   อัลฮาฟิซ ฮัรอิรอกี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "อัตตักยีด วัลอิฎอฮ" ซึ่งเป็นหนังสืออรรถาธิบายบทนำของอิบนุศศอลาฮฺว่า "ข้อความที่อิบนุศศอลาฮฺได้ระบุไว้นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ที่ไม่เคยเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เนื่องจากเขาตาบอด ไม่จัดเข้าอยู่ในความหมายของคำว่า "ศอหาบะฮฺ" เช่น อับดุลลอฮ อิบนิ อุมมิมักตูม เป็นต้น แต่เข้าอยู่ในคำจำกัดความของอัลบุคอรีย์ อย่างไรก็ตามคำนิยามของอัลบุคอรีย์ก็มีข้อสังเกตอยู่ ในการที่คนตาบอดถูกจัดเข้าอยู่ในคำว่า "ศอหาบะฮฺ" โดยที่เขาได้ถูกนำมาพบกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสภาพที่เป็นมุสลิม แต่เขาไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับท่านแม้สักระยะหนึ่ง และไม่ได้นั่งอยู่ร่วมกับท่านด้วย ดังนั้น คำนิยามที่ปราศจากข้อโต้แย้งก็คือ "ศอหาบะฮฺ คือ บุคคลที่ได้พบกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม โดยที่เขาเป็นมุสลิม และได้ิสิ้นชีวิตไปในสภาพที่เป็นมุสลิม" ทั้งนี้เพื่อจะตัดเอาผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นมุสลิมและตายอย่างกาเฟรออกจากการเป็นศอหาบะฮฺ เช่น อับดุลลอฮ อิบนิค็อฎลิน รอบีอะฮฺ อิบนิอุมัยยะฮฺ และมุก็อยสฺ อิบนิศุบาบะฮฺ เป็นต้น

   ส่วนผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นมุสลิมแล้วกลับเข้ามารับอิสลามอีก ในขณะที่ท่านนบียังมีชีวิตอยู่ ก็ถือว่าเขาผู้นั้นยังเป็นศอหาบะฮฺอยู่ เช่น อับดุลลอฮ อิบนิอะบิซซัรฮฺ เป็นต้น

   สำหรับผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นมุสลิมไปในขณะที่ท่านนบียังดำรงชีวิตอยู่และหลังจากสิ้นชีวิตไปแล้ว ต่อมาเขาได้กลับเข้ามารับนับถืออิสลามอีก เช่น อัลอัชอัษ อิบนิก็อยสฺ ในกรณีนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ ต้องพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบ

   ได้มีการกำหนดเงื่อนไขว่า ศอหาบะฮฺนั้นต้องรู้จักรับผิดชอบรู้ดีรู้ชั่ว รู้สิ่งที่ควรทำ(อัตตัมยีซ) ดังปรากฎอยู่ในคำกล่าวของนักวิชาการหลายท่าน เช่น ยะฮฺยา อิบนุมุอัยนฺ อบีซัรอะฮฺ อบีฮาติม อบีดาวูด อิบนิอับดิลบัร และคนอื่นๆ

   ส่วนเด็กบางคนที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ทำการตะฮฺนีก(คือการเอานิ่้วมือแหย่เ้ข้าไปในปาก เพื่อป้อนอินทผาลัมที่ละเอียด และถูเหงือกให้เด็ก เมื่อเด็กเกิดมาได้ครบเจ็ดวัน) และเด็ฯที่ท่านรอซูลได้ลูบหน้าพวกเขาก็ดี หรือเด็กๆที่ท่านเอาน้ำลายของท่านแตะที่ปากของพวกเขาก็ดี ไม่ปรากฎว่าเด็กเหล่านั้นถูกบันทึกไว้ว่าเป็น"ศอหาบะฮฺ" เช่น มุฮัมหมัด อิบนิฮาฏิบ อิบนิลฮาริษ , อับดุศศอมัด อิบนุอุสมาน อัตตัยมี มะหฺมูด อิบนิรรอบีอฺ และอับดุลลอฮ อิบนิอุัมัร เป็นต้น

   สว่นคำกล่าวที่ว่า เงื่อนไขของการเป็ฯศอหาบะฮฺนั้น จะต้องบรรลุวัยที่ศาสนาบังคับ(อับบุลูฆ)หรือไม่นั้น ที่ถูกต้องก็คือ การกำหนดว่าต้องมีอายุครบตามที่ศาสนากำหนดให้รับผิดชอบ ในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัตินั้น มิใ่ช่เงื่อนไขของการเป็นศอหาบะฮฺแต่ประการใด เพราะถ้ามิเช่นนั้นแล้สจะมีบุคคลอีกเป็นจำนวนมากที่บรรดานักปราชญ์ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นศอหาบะฮฺแล้ว ต้องขาดคุณสมบัติขี้อนี้้ไปอย่างแน่นอน เช่น อับดุลลอฮ อิบนิซซุเบร, ฮะซัน และฮุเซน รอฎิยัลลอฮุอันฮุม  เป็นต้น

   จึงขอสรุปว่า จากที่ได้กล่า่วมาแล้วข้างต้น ก็พอจะกำหนดความหมายของคำว่า "ศอหาบะฮฺ" ได้ดังนี้ "ศอหาบะฮฺ คือ ทุกๆคนที่ได้พบเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสภาพที่เป็นมุสลิมมีอายุถึงวัยรู้จักรับผิดชอบ รู้ดีรู้ชั่ว รู้สิ่งที่สมควรทำ แล้วได้ิส้นชีวิตไปในสภาพที่เป็นมุสลิม"