ทุกๆประชาชาตินั้นมีผู้ซื่อสัตย์ สำหรับผู้ซื่อสัตย์ของประชาชาตินี้ได้แก่
อบูอุบัยดะฮฺ อิบนิ ญัรเราะฮฺ

นื่คือคำกล่าวสรรเสริญของท่านรอซูล(ศ.ล)

                อบูอุบัยดะฮฺผู้ซื่อสัตย์แห่งประชาชาติคนดังกล่าวเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนรุ่นแรกที่เข้ารับอิสลามโดย
อบูบักรเป็นผู้นำมาพร้อมกับอับดุรรอฮมาน อิบนุ เอาฟฺ
, อุสมาน อิบนุ มัสอูน และท่านอัลอัรกอม อิบนุ อบีอัรกอม ทั้งหมดได้กล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าท่านรอซูล
(ศ
.ล)

                หลังจากการอพยพของมุสลิม
ในวันสงคราม
บะดัร
ท่านอบูอุบัยดะฮฺต้องประสบกับการทดสอบที่หนักยิ่งกว่าเคยประสบมาก่อน
เขาเป็นคนดุดันและไม่เคยหวั่นกลัวใคร จนพวกกุเรชเองก็ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเขา
แต่มีคนหนึ่งในพวกกุเรชที่เฝ้าคอยติดตามอบูอุบัยดะฮฺไม่ว่าเขาจะไปทางไหน
และอบูอุบัยดะฮฺเองก็พยายามไม่เผชิญหน้าคนผู้นั้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม
คนผู้นี้ก็ยังคิดที่จะโจมตีเขา

                ครั้งแล้วครั้งเล่าที่คนผู้นี้คอยกั้นขวางระหว่างอบูอุบัยดะฮฺและศัตรูของอัลลอฮไว้
ในที่สุดเมื่อหมดความอดทน อบูอุบัยดะฮฺฟันคนนี้ด้วยดาบล้มลงจนตายในอ้อมแขนของเขา

                คนผู้นั้นก็คือ อับดุลลอฮฺ อิบนิ
ญัรเราะฮฺ บิดาของเขาเอง

                อบูอุบัยดะฮฺไม่ได้ฆ่าบิดา
หากแต่ท่านฆ่าชิริดที่สถิดตอยู่ในเรื่องร่าวของบิดาของท่านต่างหาก กรณีเกี่ยวกับเรื่องของอบีอุบัยดะฮฺที่ฆ่าพ่อตนเองในสงครามบะดัรนั้น
อัลลอฮ(ซ
.บ) ทรงประทานอัลกุรอานลงมาความว่า

                สูเจ้าจะไม่พบผู้ศรัทธาในอัลลอฮและวันสุดท้าย
รักบรรดาผู้ต่อต้านอัลลอฮและรอซูลของพระองค์
ถึงแม้พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นพ่อของพวกเขา หรือลูกของพวกเขา หรือพี่น้องของพวกเขา
หรือคนในครอบครัวของพวกเขา อัลลอฮทรงโปรดปรานพวกเขา พวกเขาคือพรรคของอัลลอฮ
แท้จริงไม่ใช่พรรคของอัลลอฮกระนั้นหรือที่ประสบความสำเร็จ
? ” (กุรอาน 58 : 22)

 

                วันหนึ่งในสงครามอุฮุด
ขณะที่ฝ่ายมุสลิมเพลี่ยงพล้ำ อบูอุบัยดะฮฺเป็นหนึ่งในสิบคนซึ่งห้อมล้อมท่านรอซูล(ศ
.ล) เพื่อป้องกันท่าน โดยหันหน้าอกออกรับคอมหอกคมดาบแทนท่านรอซูล(ศ.ล)

                หลังสงคราสงบ
ปรากฏว่าท่านรอซูล(ศ
.ล)ฟันกรามหัก
ห่วงเหล็กเสื้อเกราะสองอันทิ่มติดหน้าผากท่าน ท่านอบูบักร อัศศิดดี๊ก คิดจะดึงออก
แต่ท่านอบูอุบัยดะฮฺได้ขอร้องให้ปล่ยอเป็นหน้าที่ของเขา
และหลังจากนั้นเขาก็ทำหน้าที่จัดการกับเศษโลหะนั้นอย่างระมัดระวังมิให้ท่านรอซูลเจ็บปวด

                อบูอุบัยดะฮฺอยู่ท่านรอซูล(ศ.ล)ในเหตุการณ์ใหญ่ๆทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เขาเฝ้าติดตามท่านจนกระทั่งวันที่ท่านรอซูล(ศ.ล)เสียชีวิต

                ก่อนที่ท่านอบูบักรจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นคอลีฟะฮฺท่านแรก
ในวันนั้นที่เรียกว่า
วันแห่งสะกีฟะฮฺ
อุมัรได้พูดกับอบูอุบัยดะฮฺว่า
ยื่นมือของท่านมาให้ฉัน
ฉันจะให้คำปฏิญาณแสดงความจงรักภักดี ท่านเป็นผู้สืบทอดต่อจากท่านรอซูล(ศ
.ล) เพราะฉันได้ยินท่าน(รอซูล)กล่าวแก่ท่านว่า ทุกอุมมะฮฺ(ประชาชาติ)มี
อะมีน(ผู้พิทักษ์)ของตนเอง
และท่านเป็น
อะมีนของอุมมะฮฺนี้

                แต่อบูอุบัยดะฮฺได้ตอบว่า แต่ฉันจะไม่ทำหน้าที่ในเมื่อยังมีผู้ท่านรอซูล(ศ.ล)สั่งให้นำพวกเราในการละหมาดและนำเราจนกระทั่งท่านรอซูล(ศ.ล)เสียชีวิต

                การเลือกคอลีฟะฮฺท่านแรกในอิสลามได้สิ้นสุดลง
โดยท่านอบูบักรได้รับตำแหน่งคอลีฟะฮฺและท่านอบูอุบัยดะฮฺเป็นผู้ชี้แจงที่ดีเกี่ยวข้อเท็จจริง
เป็นผู้ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือแก่ท่านอบูบักร
และเป็นผู้เกื้อหนุนท่านอบูบักรในด้านความดีงาม
ต่อมาเมื่อท่านอบูบักรได้มอบหมายตำแหน่งคอลีฟะฮฺให้ท่านอุมัร อบูอุบัยดะฮฺก็ไม่ขัดข้อง
แต่กลับยอมเชื่อฟังและปฏิบัติตามโดยไม่เคยฝ่าฝืน แต่หลังจากผ่านไปสองปี
เมื่อุมัรได้ขึ้นมาเป็นคอลีฟะฮฺ
อบูอุบัยดะฮฺก็ยังคงทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเขาอย่างเชื่อฟังทุกครั้งที่อุมัรขอ

                ยกเว้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาไม่ยอมทำตาม

                เรื่องเกิดขึ้นขณะที่ท่านอบูอุบัยดะฮฺ
อุบนุ ญัรเราะฮฺ ปฏิบัติหน้าที่เป็นแม่ทัพมุสลิมอยู่ ณ เมืองชามหรือซีเรีย
โดยได้รับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งพิชิตซีเรียได้ทั้งหมด กล่าวคือ
ทางทิศตะวันออกเข้ายึดครองได้ถึงแม่น้ำ
ฟุร็อด ทางด้านทิศเหนือเข้ายึดครองถึงเอเชียน้อย ขณะที่เมืองชามเกิดโรคระบาด
ชนิดที่ประชาชนไม่เคยประสบมาก่อนเลย โรคระบาดครั้งนี้คร่าชีวิตประชาชนคนแล้วคนเล่า

                คอลีฟะฮฺอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ
ไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านเป็นห่วงบรราศอหาบะฮฺเป็นอย่างมาก
เขาจึงส่งม้าเร็วไปหาอบูอุบัยดะฮฺโดยนำจดหมายที่มีข้อความว่า

                “ฉันจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือท่านโดยด่วน
ถ้าหากจดหมายฉันถึงท่านในตอนกลางคืน ฉันขอให้ท่านออกจากที่นั้นก่อนอรุณขึ้น
และถ้าหากมันถึงท่านในตอนกลางวัน ฉันก็ขอย้ำให้ท่านเดินทางออกก่อนถึงกลางคืน

                เมื่ออบูอุบัยดะฮฺได้รับจดหมาย
เขาก็ได้กล่าวว่า
ฉันรู้ว่าเขาต้องการอะไรสำหรับฉัน
เขาต้องการที่จะให้ใครบางคนที่จะไม่มีชีวิตอยู่ตลอดไปได้มีชีวิตรอด
ดังนั้นเขา(ท่านอบูอุบัยดะฮฺ)จึงเขียนจดหมายตอบท่านอุมัรไปว่า

                ท่านผู้บังคับบัญชาของศรัทธาชน
ฉันรู้ว่าทำไมต้องการฉัน แต่ฉันอยู่กับกองทหารมุสลิมและไม่ต้องการที่จะเอาตัวรอดไปจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเขา
และฉันก็ไม่ต้องการที่จะถูกแยกตัวออกไปจากพวกเขาจนกว่าความประสงค์ของอัลลอฮจะครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับฉันและสำหรับพวกเขา
ดังนั้น เมื่อจดหมายนี้ถึงท่าน
กรุณาปล่อยฉันจากการบังคับบัญชาของท่านและอนุญาตให้ฉันอยู่ต่อ

                เมื่อท่านอุมัรอ่านจดหมาย
เขาก็ร้องไห้ออกมาจนคนที่อยู่กับเขาถามว่า
อบูอุบัยดะฮฺเสียชีวิตกระนั้นหรือ?

                ไม่
แต่ความตายกำลังอยู่ใกล้เขา
ท่านอุมัรตอบ

                ไม่ดี่วันต่อมาท่านอบูอุบัยดะฮฺก็สิ้นชีวิตด้วยโรคระบาดนั้นเอง
เมื่อวาระสุดท้ายแห่งชีวิตใกล้เข้ามา ท่านอบูอุบัยดะฮฺได้กล่าวกับบรรดาทหารเป็นครั้งสุดท้ายว่า

                ฉันขอสั่งเสียพวกท่าน
ถ้าหากใครปฏิบัติก็จะได้รับความดี กล่าวคือ ขอให้ท่านทั้งหลายจงดำรงละหมาด
จงถือศิลอดในเดือนรอมฎอน จงบริจาคซะกาต จงทำฮัจญ์และอุมเราะฮฺ
จงอดทนจงให้คำแนะนำตักเตือนผู้นำ อย่าได้ฝ่าฝืนเขา จงอย่าลุ่มหลงโลกนี้
ใครก็ตามต่อให้เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีกพันครั้ง
เขาก็จะไม่มีส่วนได้รับความตายในสถานะอย่างฉันนี้ ซึ่งพวกท่านกำลังเห็นอยู่
วัสสะลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุลลอฮ

                หลังจากนั้น เขาก็หันไปหามุอ๊าซ
บิน ญะบัล และสั่งให้มุอ๊าซนำละหมาด เพื่อแสดงออกถึงการมอบหมายอำนาจความเป็นผู้นำให้
หลังจากนั้นไม่นานนักเขาก็เสียชีวิต

                มุอ๊าซได้ยืนขึ้นและกล่าวว่า
พวกท่านทั้งหลาย พวกท่านได้สูญเสียคนที่มีจิตใจเมตตากรุณา
ผู้ห่างไกลความชั่ว ผู้ใฝ่หาความตาย และผู้ให้คำแนะนำที่ดีที่สุดบนโลกนี้ ดังนั้น
จงช่วยกันขออัลลอฮให้ประทานความเมตตาแก่เขา

 

โดย ยาซีนนีม คอลัมบ์ คนในประวัติศาสตร์ วารสาร โรตีมะตะบะ
ฉบับที่
36