ในวันเด็กสิ่งที่ผมชอบทำมากสุดก็คือการอ่านหนังสือ
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมีนิสัยเช่นนั้น ท่ามกลางเพื่อนๆในวัยเดียวกันที่ดูทีวี
บ้างก็วิ่งเล่นซ่อนแอบหรือเล่นน้ำคลอง แต่ผมในวัยยังไม่ถึงสิบขวบ
กลับมีความสุขมากกว่าที่จะอ่านหนังสือ จำได้ว่าตอนอายุ
9 ขวบผมสนใจศึกษาเรื่องกยฎเก้ากันยามาก จนกระทั่งขอให้พี่สาวซื้อหนังสือการเมืองการปกครองไทยของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมาให้อ่าน
นั่นจึงทำให้ผมสนใจศึกษาเรื่องราวการเมืองไทยตั้งแต่สมัยยังอยู่ป
.4 เรื่องสิ่งแวดล้อมกับสังคมไทยนี่จะมาหาอ่านก็ตอนอยู่ป.6 ส่วนเรื่องวรรณกรรมนี่เพิ่งจะมาลุยอ่านตอนอยู่ม.2
เพื่อนๆเขาไปเตะฟุตบอลกัน ผมก็เข้าไปร่วมวงเตะด้วยบ้าง
แต่ก็มักจะเจียดเวล่ส่วนหนึ่งไปกับการอ่านหนังสือ

                ก็ไม่ได้คิดหรอกว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมาทำหนังสือ
แต่จากสมัยประถมศึกษาผ่านมายี่สิบกว่าปี ผมก็ได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในแวดวงหนังสือ
ส่วนหนึ่งจากการอ่านจบเป็นกิจวัตร อีกส่วนจากการฝึกฝนฝืมือด้วยการลงมือเขียนอยู่บ่อยครั้ง

                ความคุ้นเคยกับหนังสือในวัยเด็กกลับมามีผลต่อผมในการเลืออาชีพทำมาหากิน

                จากสุภาษิตที่ว่าคบคนพาลพาลพาไปหาผิด
คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล คบเด็กแวนซ์เด็กแวนซ์พาไปหาคุก
!

                พอมาถึงประโยคนี้ผมไฟล์ไปนึกถึงท่านอบูบักร
อัซซิดดี๊ก คอลีฟะฮฺท่านแรกของอาณาจักรอิสลาม

                ท่านอบูบักรเกิดที่เมืองมักกะฮฺในปี
573 ในตระกูลบานีต็อยยิม
ซึ่งเป็นตระกูลหนึ่งที่อยู่ในเผ่ากุร้อยช บิดาของอบูบักรมีนามว่าอุสมาน
มารดาของท่านมีนามว่า ซัลมา พวกเขาเป็นครอบครัวร่ำรวย มีอาชีพเป็นพ่อค้าเสื้อผ้า
ในขณะเดียวกันท่านก็มีฝูงอูฐและแกะจำนวนมหาศาล

                หากท่านอบูบักรเป็นลูของเฉลิม
อยู่บำรุง
ในวันเด็กของท่านก็อาจจะคลุกคลีอยู่กับไฮโซไฮซ้อหรือไม่ก็อันธพาลแถวๆฝั่งธร
แต่ในเมื่อท่านก็คือลูกของอุสมาน พ่อค้าระดับต้นๆของมักกะฮฺ คนที่ท่านอบูบักรคลุกคลีกลับจะเป็นนักธุรกิจพ่อค้าเสียมากกว่า

                ในวัยไม่ถึง
10
ขวบลูกเศรษฐีอย่างท่านอบูบักรก็ถูกใช้ให้เลี้ยงอูฐจำนวนมาก ไม่ได้อยู่สบาย
ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ตาผับแล้วตะโกนถามใครๆว่ารู้หรือไม่ว่าตนเป็นลูกใคร

                พออายุ
10 ขวบ
ท่านก็เดินทางไปพร้อมกับบิดาของท่านไปยังซีเรีย เพื่อร่วมในกองคาราวานค้าขาย
ถึงแม้จะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายเท่าไหร่
แต่การได้ใช้ช่วงเวลาวัยเด็กกับธุรกิจครอบครัวก็เหมือนการซึมซับให้ท่านค่อยๆเรียนรู้เรื่องการค้าไปด้วย

                ท่าตระเวนเจ็ดย่านน้ำไปกับกองคาราวที่บิดาของท่านเดินทางไปค้าขายด้วยตลอด
รวมทั้งร่วมในการแสดงสิ้นค้าประจำปีในดินแดนแถบรัสเซียปัจจุบันด้วย

                แต่ถึงจะเป็นพ่อค้าตั้งแต่อายุสิบแปดปี
แต่ท่านอบูบักรกลับประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เกินหน้าเกินตาคนอื่นๆ
นักธุรกิจหนุ่มวัยละอ่อนกลับไม่ได้เป็นไกอ่อนอย่างที่ใครๆคิด

                แต่กลับมีความเชี่ยวชาญในด้านการค้าชนิดหาตัวจับยาก
ก็เนื่องด้วยประสบการณ์ในการทำงานและการคลุกคลีกับกองคาราวานตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง

                สมดังคำว่า
เลี้ยงลูกให้อยู่ในบรรยากาศแบบไหน ก็จะได้ลูกแบบนั้นจริงๆ

                จากการที่เป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งทำให้ท่านอบูบักรในยุคก่อนเข้ารับอิสลามได้รับการนับหน้าถือตามในแวดวงสังคม
เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในเมืองมักกะฮฺจนเหนือกว่าบิดาของท่านเสียด้วยซ้ำ

                จากเรื่องราวของท่านอบูบักรทำให้ผมนึกไปถึงคำพูดประโยคหนึ่งของท่านนบีมุฮัมหมัด(ศ.ล)ที่ว่า อุปมาเพื่อนที่ดีกับเพื่อนที่ชั่วนั้น
อุปมัยดั่งคนที่พกพาน้ำหอมและช่างตีเหล็ก ซึ่งคนที่พกพาน้ำหอมนั้น
เขาอาจจะแบ่งปันน้ำหอมให้แก่ท่าน หรือไม่ก็ท่านอาจจะขอซื้อน้ำหอมจากเขา
หรือไม่ก็ท่านจะได้สูดกลิ่นหอมของน้ำหอมจากเขา แต่ช่างตีเหล็ก
เขาออาจะทำให้เสื้อของท่านถูกไฟไหม้ หรือไม่ก็ท่านจะพบกับกลิ่นเหม็น

                แล้วท่านอยากให้ลูกหลานของท่าน
พี่น้องของท่านมีเสื้อถูกไฟไหม้หรือว่ามีกลิ่นหอม ก็จงเลือกช่วงเวลาในวันเด็ดให้เขาตามนั้นเถิด


คอลัมบ์ คนในประวัติศาสตร์ วารสาร โรตีมะตะบะ ฉบับที่
40