เคยคิดไหม
ทำไมบรรดาศอหาบะฮฺหลายๆท่าน จึงยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างที่ครอบครองอยู่
เพื่อให้ได้ยืนหยัดไว้ซึ่งสัจธรรม

                ยอมแลกแม้กระทั่งความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเขากับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดา
เนื่องจากการปฏิเสธสัจธรรมของนาง

                หนึ่งในนั้นคือ ท่านมุศอับ อิบนุ
อุมัยร

                ในหมู่ผู้ศรัทธานั้น
มีบุคคลผู้สัจจะต่อสิ่งที่พวกเขาได้สัญญาต่ออัลลอฮเอาไว
(อัลอะฮฺซาบ
: 23)

                อายะฮฺอัลกุรอานดังกล่าวนี้
เป็นอายะฮฺที่ท่านรอซูล(ศ
.ล)อ่านในขณะที่มองไปยังร่างของมุศอับผู้ได้รับตำแหน่งชะฮีด
ขณะที่ดวงตาของท่านเอ่อท้นด้วยน้ำตา

                ความเป็นบุรุษผู้มีสัจจะของมุศอับเริ่มปรากฏชัดเมื่อเขายอมรับอิสลาม
เมื่อพูดถึงมุศอับ อิบนุ อุมัยร
ชาวมักกะฮฺก็จะนึกถึงเด็กหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะทางสังคม
ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวที่มีเกียรติ

                ขณะเขาอายุยังน้อย เมื่อได้รับข่าวคราวของศาสนาอิสลามซึ่งมีนบีมุฮัมหมัด(ศ.ล)เป็นผู้เผยแผ่
มุศอับก็ตัดสินใจเข้าร่วมแสวงหาสัจธรรมบนภูเขาศอฟา ในบ้านของอัลอัรกอม อิบนุ
อบีอัรกอม หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม
ดารุลอัรกอม

                การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เขาได้ค้นพบสัจธรรมและยอมรับอิสลามคือศาสนาของอัลลอฮ
เขาไม่หวั่นเกรงต่อคำครหาของใครหน้าไหนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ของตน
คงมีก็เพียงแต่ ดุนาส บินติ มาลิก
ผู้เป็นมารดาเท่านั้นที่เขายังคงปกปิดเรื่องราวเหล่านี้ไว้
เพื่อหลีกเลี่ยงจากการไม่พอใจของนาง

                แต่ในที่สุดความนี้ก็ถูกเปิดเผย
เมื่อมารดาของมุศอับทราบความจริงทั้งหมด นางก็สั่งให้นำมุศอับไปขังไว้
ต่อมาเมื่อมุศอับทราบเรื่องราวของการอพยพของมุสลิมไปยังฮะบะชะฮฺ
เขาหนีจากการคุมขังและอพยพไปยังฮะบะชะฮฺในที่สุด

                วันหนึ่งขณะที่เขาอยู่ในมักกะฮฺ
มุศอับได้ออกไปพบปะพี่น้องมุสลิมีนขณะที่พวกเขานั่งล้อมท่านรอซูล(ศ
.ล)อยู่ ทันทีที่บรรดามุสลิมีนมองเห็นมุศอับ
พวกเขาต่างก้มหน้าลงแล้วเช็ดน้ำตา เพราะสภาพของมุศอับในตอนนี้คือ
ชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายที่ทั้งเก่าและมีรอยปะ
ซึ่งต่างแสนต่างจากในสมัยก่อนเข้ารับอิสลาม แต่ท่านรอซูลุลลอฮ(ศ
.ล)กลับยิ่มให้มุศอับและกล่าวว่า แน่นอน ฉันได้เห็นมุศอับคนนั้นในนครมักกะฮฺ
ไม่มีชายหนุ่มคนใดได้รับความโปรดปรานและความรักจากบิดามารดามากไปกว่าเขา
แต่เขากลับเสียสละความสุขดังกล่าวเพื่ออัลลอฮและรอซูลของพระองค์

                ในวันแห่งสงครมอุฮุด
มุศอับได้รับเกียรติให้ถือธงนำทัพเข้าต่อสู้กับศัตรู ในสงครามครั้งนี้ มีมุสลิมจำนวนหนึ่งได้ขัดคำสั่งของท่านรอซูลุลลอฮ
ทำให้กองทพฝ่ายมุสลิมตกอยู่ในอันตราย พวกศัตรูจึงหมายจะสังหารท่านรอซูลุลลอฮ(ศ
.ล)
เมื่อมุศอับเห็นดังนั้นจึงชูธรงขึ้นสูงแล้วตักบีรด้วยเสียงอันดังกึกก้อง
เพื่อที่จะเบนความสนใจของศัตรูออกจากท่านรอซูลลุลลอฮ(ศ
.ล)
จนทหารคนหนึ่งของฝ่ายศัตรูได้ตรงมายังมุศอับ แล้วใช้ดาบฟันไปยังแขนขวาของท่าน

                มุศอับกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า มุฮัมหมัดมิได้เป็นใครอื่น นอจากเป็นรอซูลคนหนึ่งเท่านั้น
บรรดารอซูลก่อนหน้าจากเขาได้ล่วงลับไปแล้ว

พร้อมกับใช้มือซ้ายมาจับธงแทนมือขวาที่ขาดไป ไม่นานมือซ้ายของเขาก็ถูกคมดาบฟันลงอีก
ท่านก็ตะโกนด้วยประโยคเดีมพร้อมกับโน้มเอาธงมากอดไวกับอก
จนสุดท้ายพวกศัตรูสามารถสังหารได้สำเร็จ
พร้อมกับตำแหน่งชะฮีดอันมีเกีรติที่ท่านได้กลับคืนมา
และประโยคดังกล่าวที่ท่านมุศอับตะโกนออกมานั้น
ต่อมาก็ได้มีวะฮยูลงมาจากอัลลอฮในสำนวนเดียวกัน

                การจากไปของท่านมุศอับ อิบนุ
อุมัยร ในครั้งนี้ได้เรียกน้ำตาอันสุดใสของท่านนบีมุฮัมหมัด(ศ
.ล)ให้หลั่งไหลออกมาด้วยความเศร้าสลด
ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นผ้ากะฝั่นให้กับมัยยิตของท่าน
เว้นแต่เพียงผ้าคลุมผืนหนึ่งที่เมื่อดึงขึ้นปกปิดศรีษะ เท้าของท่านก็จะโผล่ แต่ถ้าหากดึงลงไปปิดเท้า
ศรีษะก็จะโผล่า
ท่านรอซูลุลลอฮจึงสั่งให้ดังผ้าขึ้นปิดศรีษะแล้วนำต้นหย้ามาห่มเท้าทั้งสอง

                ท่านรอซูลลุลลอฮได้ทองไปยังผ้าที่ปกคลุ่มร่างของมุศอับ
อิบนุ อุมัยร ด้วยความเศร้าสลดพร้อมกับกล่าวว่า
แท้จริง
ฉันเคยเห็นท่านที่มักกะฮฺ สวนใส่เสื้อผ้าที่บางนิ่ม ผมยาวสวยงาม แต่ ณ ตอนนี้
ท่านมีผมที่ยุ่งเหยิงในผ้าคลุมที่สั้น

                แต่สิ่งที่ท่านได่รับภายหลังการตายครั้งนี้น
แน่นอนว่าย่อมเทียบไม่ได้เลยกับความทุข์ทนชั่วคราวบนโลกดุนยา
และนี่คงเป็นคำตอบว่าทำไมเขาจึงไม่หวาดหวั่นและเกรงกลัวต่อสิ่งใด

                เนื่องเพราะรางวัลที่ตอบแทนนั้นช่างหอมหวาน

 

โดย มุซาฟิร คอลัมบ์ คนในประวัติศาสตร์ วารสาร โรตีมะตะบะ ฉบับที่ 38