ฉันเคยตั้งคำถามตัวเองว่า
เราควรขอดุอาอฺต่ออัลลอฮ(ซ
.บ) ว่าอะไรดี?

                ขอให้มีชีวิตที่ยืนยาว
หรือ ขอให้มีชีวิตยืนยาวเพื่อทำความดี

                ขอให้มีริสกีมากๆ หรือ ขอให้มีริสกีมากๆเพื่อใช้จ่ายในงานศาสนา

                แล้วฉันก็พบดุอาอฺของฉันลงเมื่อพบว่าท่านอิมามหะสัน
อัลบันนา ผู้ได้ชื่อว่า เป็นทั้งนักต่อสู้ ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณ นักฟื้นฟู
หรือกระทั่งครูของผู้ฟื้นฟู มีอายุเพื่อทำความดีเพียง
43 ปีเท่านั้น
แต่ตลอดเวลา 43 ปีของท่าน

ท่านดำเนินชีวิตบนงานศาสนาอย่างเข้มข้นราวกับท่านรู้ว่าเวลาในการทำงานศาสนาของท่านมีน้อยเหลือเกิน

                ลองลำดับชีวิตของท่านดู
ท่านเกิดในปี ค
.1906

                8-12 ปี
ศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนราชาดดีนีย์
ท่านท่องจำอัลกุรอานได้ประมาณครึ่งหนึ่ง คือจากเริ่มต้นจนจบซูเราะฮฺอัลอิสเราะอฺ

                13 ปี ท่องกุรอานได้ถึงซูเราะฮฺยาซีน และ 17 ปี
ท่านท่องจำอัล
กุรอานได้ทั้งเล่ม

                21 ปี
ทางการได้ส่งท่านไปเป็นครูที่เมืองอิสมาอีลียะฮฺ
นอกจากนั้นท่านเผยแผ่อิสลามตามร้านอาหารใหญ่ๆ ร้านกาแฟที่มีผู้คนจำนวนมาก
ที่ชุมชนของคนที่ไม่ค่อยมีศาสนา และที่ชุมนุมของคนที่ห่างไกลศาสนา
ทั้งที่ในยุคนั้นการเผยแพร่จะจำกั
ดอยู่ในมัสญิดและสุเหร่า

                22 ปี ท่านก่อตั้งองค์กรของท่าน “อิควาน อัลมุสลิมูนภายหลังจากระบบคอลีฟะฮฺถูกล้มล้างประมาณ
4 ปี และได้ปฏิบัติตามแผนงานฟื้นฟูประชาชาติอย่างเต็มรูปแบบ

                26 ปี ทางการได้ย้ายท่านไปอยู่ที่ไคโร
ทำให้ศูนย์และกองบัญชาการขององค์กร
อิควาน อัลมุสลิมูน ย้ายจากอิสมาอีลียะฮฺไปยังไคโร
และได้แพร่หลายไปทั่วประเทศอียิปต์อย่างรวดเร็วด้วยการเผยแผ่อิสลาม
กำชับให้ปฏิบัติตามแนวทางของอิสลาม สร้างโรงเรียน มัสญิด
โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าและคนยากจน เผยแผ่อิสลามด้วยการปราศรัยและเขียนหนังสือ ฯลฯ

                42 ปี กองอาสาสมัครของ “อิควาน
อัลมุสลิมูน
เป็นกองกำลังที่เข้มแข็ง
และแสดงบทบาทอย่างมากมายในสงครามอาหรับ
-อิสราเอล

                43 ปี ท่านถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมในวันที่
12 กุมพาพันธ์ 1949

                และไม่ใช่แค่อายุที่ไม่จำเป็นต้องมีมากเพื่อเสียไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
จำนวนประชาชาติมุสลิมอีกด้วยที่จำเป็นต้องเข้มข้นในความศรัทธา

                ท่านอิมามหะสัน
อัลบันนาเคยกล่าวกับลูกศิษย์ของท่านว่า
จงนำผู้ศรัทธาจำนวน 12,000 คนมาให้ฉัน และฉันจะพิชิตขุนเขาทั้งหลาย ข้ามน้ำข้ามทะเล
และพิชิตผืนแผ่นดินพร้อมกับพวกเขาให้จงได้
แต่ผู้คนจำนวนเพียงพอแล้วหรือ
ที่จะนำมาซึ่งความหวังอันยิ่งใหญ่
และทำให้ความปรารถนาอันแรงกล้าของอุมมะฮฺอิสลามเป็นจริงขึ้นมา? ข้าพเจ้าขอบอกว่า
ใช่ผู้ศรัทาจำนวน 12,000 คนนั้นเพียงพอแล้ว
แต่
ข้าพเจ้าขอพูดเสียก่อนว่าเราจะไม่ทำกับผู้ศรัทธาเพียงครึ่งเดียวที่มีจำนวน 24,000 คน(มากกว่า 12,000 คนถึงสองเท่าตัว) หรือผู้ศรัทธาเพียงเสี้ยวเดียว
ที่มีจำนวน 48,000 คน(มากกว่า 12,000
คนถึงสี่เท่าตัว) หรือผู้ศรัทธาเพียง
เศษเล็กเศษน้อยจำนวนใดๆก็ตามที่บุคคลไปพบเข้าโดยบังเอิญ
เนื่องจากพวกเขามีเป็นจำนวนมากมายมหาศาล แต่ในยามจำเป็น
ผู้ศรัทธาจำพวกนี้กลับทำประโยชน์อันใดมิได้เลย เราต้องการเหล่าผู้ศรัทธาที่เป็นเหมือนกับชาวอันศอรแห่งนครมะดีนะฮฺผู้ที่ถูกพรรณนาว่า
ในยามศึก พวกเขาจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
แต่ในเวลาที่มีการแจกจ่ายทรัพย์สงคราม พวกเขากลับมีจำนวนน้อยลง

                ประวัติศาสตร์จากรึกไว้สั้นว่าท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ
43 ปี ในการละหมาดญะนาซะฮฺของท่านมีเพียงปู่และลูกชายของท่านเท่านั้นที่ละหมาดให้
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงห้ามสานุศิษย์และประชาชนทุกคน
แม้กระทั่งการไว้อาลัย และแม้อิมามที่มัสญิดก็ยังไม่กล้าร่วมละหมาดญะนาซะฮฺด้วย
แต่ ณ เวลานั้นใครเลยจะรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ของครูแห่งบรรดานักฟื้นฟูท่านนี้ยังประโยชน์ให้แก่ประชาชาติมุสลิมได้จนมาถึงปัจจุบัน
โดยเฉพาะองค์กรของท่าน ต่อมาได้แพร่หลาย มิใช่เฉพาะในอียิปต์เท่านั้น
แต่เกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง และได้รับการสนับสนุนจากโลกมุสลิมทั้งหมด

                เห็นรึยังว่า
จำนวนเวลาที่อยู่บนโลกนี้ หรือจำนวนประชาชาติมุสลิม ไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย
ถ้าหากความศรัทธาของคุณเจือจาง

                ความเข้มข้นของศรัทธาต่างหากที่ยังประโยชน์แก่ประชาชาติ
แม้ว่าลมหายใจของคุณจะสิ้นลงแล้ว

 

โดย ชัยคฺ ดร.ยูซุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย์
แปลและเรียงเรียงโดย มุฮัมหมัด
ศิรอญุดดีน
นำเสนอโดย ชาดัมเย็น ในคอลัมบ์ คนในประวัติศาสตร์
วารสารโรตีมะตะบะ ฉบับที่
27