ผู้ใดก็ตามที่ได้มีโอกาสพินิจพิจารณาในฮิกมะฮฺของอัลลอฮในการจัดวางระบบและระเบียบของกิจกรรมงานต่างๆที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น ต่างก็จะพบกับความมหัศจรรย์อย่างมากมาย โดยจะเห็ฯได้ว่าพระองค์ทรงยกย่องให้นบีบางท่านเหนือกว่านบีอีกบางท่าน อย่างจะเห็นในฐานะของมนุษย์บางคนเหนือกว่ามนุษย์คนอื่นๆ ในกาลเวลาของวันคืนต่างๆก็เช่นกัน พระองค์ทรงให้บางวันเหนือกว่าวันอื่นๆ สถานที่บางแห่งมีความสำคัญ มีความประเสริฐกว่าสถานที่อื่นๆ หลักฐานต่างๆที่พระองค์ทรงให้ความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้ปรากฎอยู่มากมายในเรื่องนบี พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า
   "แน่นอน เราได้ให้นบีบางท่านสรรเสริญเหนือกว่าอีกบางท่าน และเราได้ประทานซะบูรให้แก่ดาวูด" (อัลอิสรออฺ)

   สำหรับมนุษย์นั้นเล่า พระองค์ทรงยกฐานะของบางคนให้เหนือกว่าอีกบางคน ซึ่งเรื่องนี้ อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ว่า
   "และเราได้ยกบางคนของพวกเขาให้เหนือกว่าบางคนซึ่ระดับต่างๆกัน เพื่อว่าบางคนของพวกเขาจะได้ประโยชน์ต่ออีกบางคน และความเมตตาของพระเจ้าของเจ้านั้นดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้" (ซุครุฟ : 32)

   ในหะดีษศอเหี้ยะฮฺ ท่านนบี(ศ.ล)ได้กล่าวยกย่องและให้เกียรติท่านอบูบักรไว้ว่า 
   "หากว่าอีมานของประชาชาติถูกชั่งเทียบกับอีมานของอบูบักรแล้ว อีมานของเขา(หมายถึงท่านอบูบักร)ย่อมเหนือกว่า"

   สำหรับวันเวลาบ้านเมือง สถานที่ต่างๆ พระองค์ก็ทรงยกย่องให้เกียรติไว้แตกต่างกันไป พระองค์ทรงกล่าวถึงวันศุกร์ไว้ในอัลกุรอานว่า
   "และเมื่อถูกเรียกเชิญให้ไปละหมาดในวันศุกร์ พวกเจ้าทั้งหลายก็จงขวนขวายไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮเถิด และจงละทิ้งการค้าขาย(ไว้ก่อน)" (อัลญุมุอะฮฺ)

   ในทำนองเดียวกัน วันอะรอฟะฮฺ วันอีดทั้งสอง ก็มีหะดีษของท่านรอซูล(ศ.ล)กล่าวถึงไว้อย่างมากมาย คืนลัยละตุ้ลกอดรนั้น อัลลอฮทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า
   "คืนอัลกอดรนั้นดีกว่าเดือนอื่นๆถึง 1,000 เดือน" (อัลกอดร : 3)

   สำหรับเมืองและสถานที่ต่างๆก็เช่นกัน พระองค์อัลลอฮทรงตรัสยกย่องเมืองมักกะฮฺไว้ในอัลกุรอานว่า
   "ข้าขอสาบานด้วยเมืองนี้(หมายถึงเมืองมักกะฮฺ) และขณะที่เจ้าพำนักอาศัยอยู่ที่เมืองนี้" (อัลบะลัด : 1-2)

   และทรงยกย่องบัยตุลลอฮไว้ในโองการที่ว่า
   "แท้จริงบ้านหลังแรกที่ถูกตั้งขึ้นสำหรับมนุษย์(เพื่อการอิบาดะฮฺ) นั้นคือ บ้านที่มักกะฮฺ ที่ได้รับความจำเริญและเป็นที่แนะนำสำหรับประชาชาติทั้งหลาย"

   ในหะดีษศอเหี้ยะฮฺ พระองค์ทรงกล่าวถึงผลบุญของการละหมาดที่มัสญิดนะบะวีย์ไว้ว่า
   "ละหมาดในมัสญิดของฉันนี้ เท่ากับละหมาด 1,000 ครั้ง ในมัสญิดอื่นๆนอกจากมัสญิดอัลฮะรอม"

   ดังได้กล่าวข้างต้นว่า ในการจัดระบบและระเบียบการบริหารจัดการของพระองค์อัลลอฮในสิ่งต่างๆที่พระองค์สร้างขึ้น หากเราพินิจพิจารณาแล้ว ก็จะพบฮิกมะฮฺและความมหัศจรรย์อย่างมากมาย แม้แต่กับการตายของมนุษย์ เราก็จะเห็นว่าอัลลอฮทรงต้นรับวิญญาณของบ่าวผู้หนึ่งแตกต่างไปจากการต้อนรับต่อการตายของบ่าวอีกผู้หนึ่ง อัลลอฮทรงตรัสไ้วในอัลกุรอานของพระองค์ว่า
   "แท้ขริง บรรดาผู้ที่ปฏิเสธโองการต่างๆของเรา และได้แสดงความโอหังต่อโองการเหล่านั้น บรรดาประตูแห่งฟากฟ้าจะไม่ถูกเปิดให้แก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าอูฐจะลอดเข้าไปในรูเข็มได้" (อัลอะอฺรอฟ : 40)

   ท่านรอซูล(ศ.ล) เมื่อมีผู้นำญะนะซะฮฺมาเพื่อให้ท่านละหมาด ท่าจะถามญาติพี่น้องของผู้ตายว่า
   "เขาได้พักผ่อนสุขสบาย หรือ ผู้อื่นได้พักผ่อน"

   แต่การตายของศอหาบะฮฺท่านหนึ่งที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้ การตายของท่านจะเป็นเช่นไร ท่านญาบิร อิบนุ อับดิลลาฮฺ(รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) จะรายงานให้ราได้รับรู้ดังต่อไปนี้
   ท่านญาบิร อิบนุ อับดิลลาฮ(รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) กล่าวว่า "ฉันได้ยินท่านรอซูล(ศ.ล)กล่าวว่า บังลังก์ของพระผู้ทรงเมตตาสั่นสะเทือน เพราะการตายของซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ" (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)

   ท่านซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ ประมุขแห่งตระกูลอัลเอาส ท่านเป็ชาวอันศอรผู้หนึ่งที่เข้ารับอิสลามในรุ่นแรกๆ เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ เป็นมุญาฮิดที่หึงหวงในอิสลาม ในหันทางของศาสนาของพระเจ้าของท่าน ท่านไม่เคยเกรนงกลัวข้อครหาใดของผู้ที่ตำหนิติเตียนเลย
   ท่านหญิงอาอิชะฮฺ อุมมุลมุอฺมินีน(รอฎิยัลลอฮุอันฮา) เล่าวว่า "ในวันสงครามสนามเพลาะ(สงครามคอนดัก) ท่านได้ออกสนามร่วมติดตามเหล่าทหารไปด้วย ระหว่างทาง ท่านได้พบกับท่านซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ สวมเสื้อเกราะ เห็นชายเสื้อโผล่ออกมา ท่านหญิงจึงนั่งลงเห็นซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ เดินผ่านไป ปาก็เปล่งกลอนปลุกใจจนถึงสมรถูมิ"
   ด้งบพระประสงค์ของอัลลอฮ ให้ซะอฺดได้รับบาดเจ็บ โดยลูกศรที่เส้นชีวิตที่เรียกว่า "อัลอุกมุล" ท่านซะอฺดถูกหามกลัยมารักษาตัวที่เต้นท์ที่มัสญิดของท่านนบี ซะอฺดได้ขอดุอาอฺต่ออัลลอฮว่า
   "โอ้อัลลอฮ หากพระองค์ทรงให้การสู้รบกับกุรอยซยังคงมีอยู่ต่อไป ก็ขอให้พระองค์ได้ทรงให้ข้ามีชีวิตอยุ่เพื่อสู้รบต่อไป แต่หากพระองค์ทรงให้การสู้รบระหว่างเราสิ้นสุดลง ก็ขอได้โปรดให้ข้าได้ตายชะฮีดด้วยเถิด โปรดอย่าให้ข้าตายไป จนกว่าดวงตาทั้งสองของข้าหลับลง ด้วยความดีที่ได้แก้แค้นบนีกุรอยเซาะฮฺได้สำเร็จ"
   
   บนีกุรอยเซาะฮฺเป็นยิวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับท่านรอซูล(ศ.ล) ที่เมืองมะดีนะฮฺ และได้ทำสนธิสัญญาไว้กับท่านรอซูล(ศ.ล)ว่า จะไม่ทรยศหักหลังท่านรอซูลและบรรดามุสลิมีน แต่ในที่สุด บนีกุรอยเซาะฮฺก็ผิดสัญญา ทำการตบคิดกับพวกกุรอยซและมุชริกีนเป็นปฏิปักษ์ต่อท่านรอซูลและบรรดาศอหาบะฮฺ ซะอฺดจึงต้องการและมุ่งหวังให้อัลลอฮได้ทรงให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้พบกับช่วงเวลาที่เขาจะได้แก้แค้นยิวตระกูลบนีกุรอยเซาะฮฺ เดิมทีชาวตระกูลเอาสและกุรอยเซาะฮฺเคยเป็นพันธมิตรมิตรสหายกันมาในอดีตก่อนอิสลาม แต่อัลลอฮทรงให้ตระกูลหนึ่งมีเกียรติเพราะอิสลาม และอีกตระกูลหนึ่งต้องต่ำต้อยเพราะความดื้อรั้น
   ยิวผิดสัญญาที่ได้ทำไว้กับท่านนบี(ศ.ล) ตลอดเวลาได้คบคิดวางแผนเพื่อทำลายมุสลิมีนกับพวกมุชริกีน จนในที่สุด ท่านรอซูล(ศ.ล) ก็ถึงวันที่ต้องยกกำลังไปล้อมยิวตระกูลบนีกุรอยเซาะฮฺไว้ ในระยะแรกยิงยังสามารถยีนหยัดต่อสู้กับกองกำลังของท่านรอซูล(ศ.ล)ไว้ได้ด้วยกับยังมีเสบียงอาหารและสัมภาระอาวุธยุทะโธปกรอยู่อย่างเพียงพอ
   ครั้นเมื่อการปิดล้อมนานวันเข้า วันแห่งการแต่กหักก็มาถึง ท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบ ได้ตะโกนร้องท่ามกลางบรรดาศอหาบะฮฺขึ้นว่า "กองกำลังแห่งอีมานทั้งหลาย ฉันขอสาบานด้วยอัลลอฮว่า ฉันจะฝ่าฟันเข้าโจมตีกำลังของพวกยิว ฉันจะให้พวกมันได้ลิ้มรสในรสชาติที่ฉัมซะฮฺ อิบนุ อบีฏอลิบได้รับมา"
   กองกำลังของยิวไม่สามารถที่จะต้านกองกำลังของท่านรอซูล(ศ.ล)ไว้ได้ จึงได้จำนนยอมแพ้และขอเจรจาและสารภาพยอมรับผิด โดยขอให้ท่านรอซูล(ศ.ล)ให้อภัยให้พวกตน ท่านนบีหลังจากจับพวกยิวและมัดไว้ได้แล้ว ก็ให้พวกเขาเลือกเอาว่าจจะให้ศอหาบะฮฺคนใดคนหนึ่งเป็นผู้พิพากษาตัดสินความผิดที่ละเมิดสัญญาในครั้งนี้
   ฝ่ายยิวเห็นเป็นโอกาสดี่ที่ท่านนบี(ศ.ล)เปิดโอกาสให้เช่นนี้ จึงได้เลืิอกเอาซะอฺ อิบนุ มุอ๊าซ ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับพวกตนมาในอดีตสมัยญะฮิลียะฮฺว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำหน้าที่ในครั้งนี้ ซึ่งท่านรอซูล(ศ.ล)ก็ยอมรับการตัดสินใจของพวกยิว
   ก่อนหน้านี้ ซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซได้เคยขอดุอาอฺต่ออัลลอฮไว้ว่า
   "โอ้อัลลอฮ ขอพระองค์โปรดอย่าให้ชีวิตของข้าออกจากร่างไปเด็ดขาด จนกว่าดวงตาของข้าจะสงบนิ่งจากบนีกุรอยเซาะฮฺ"
   
   และเลือดที่ยังไหลอยู่คลอดเวลา อันเนื่องมาจากแผลที่ท่านโดนลูกศรมา เมื่อครั้งการสู้รบกลางสนาเพลาะก็หยุดลง
   ท่านซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ ถูกแบกมาบนหลังสัตว์มายังท่านนบี(ศ.ล) เมื่อยิวเห็นซะอฺดถูกนำมาก็กรูกันเข้ามาพินอบพิเนา พูดจาหว่านล้อมผูกไมตรี และประจบประเจงด้วยดี หวังว่าท่านซะอฺดคงจะพูดจาผ่อนหนักให้เป็นเบาในการตัดสินคดีให้แก่ฝ่ายตน เมื่อพวกยิวต่างพูดจาขอร้องท่านซะอฺดมากพอแล้ว ท่านก็ได้พูดขึ้นว่า
   "บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ซะอฺดจะตัดสินให้เป็นไปตามข้อชี้ขาดของอัลลอฮ และในเรื่องของอัลลอฮ ซะอฺดจะไม่ยอมให้ใครมาตำหนิต่อว่าต่อขานการตัดสินเป็นอันขาด"

   หลังจากนั้น ท่านซะอฺดย้ำขอความมั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมรับในคำตัดสินของเขา และในความคิดเห็นของเขาโดยไม่มีการโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น แล้ว ณ ที่นั่นเองท่านซะอฺดก็ได้ประกาศคำตัดสินว่า
   "ฉันขอตัดสินประหารผู้ชาย ให้ริบทรัพย์ และให้จับเด็กและสตรีไว้เป็นเชลย"

   ณ ที่นั้นเองท่านนบี(ศ.ล)ได้กล่าวขึ้นว่่า
   "แน่นอนยิ่ง ท่านได้พิพากษาตัดสินพวกเขาด้วยคำตัดสินของอัลลอฮ ณ เบื้องบนเจ็ดชั้นฟ้า"

   หลังจากที่ซะอฺดเสร็จสิ้นการตัดสินที่ยุติธรรมต่อพวกยิวแล้ว ท่านก็กลับไปวิงวอนขอต่ออัลลอฮโดยกล่าวว่า
   "โอ้อัลลอฮ พระองค์ทรงทราบดีว่า ณ ที่นั้น ไม่มีสิ่งใดที่เป็นที่รักยิ่งที่สุดของข้ายิ่งกว่าการที่ข้าได้ญิฮาดในหนทางของพระองค์ต่อพวกปฏิเสธรอซูลของพระองค์ และยังได้ขับไล่ไสส่งเขาอีก โอ้อัลลอฮ หากว่าพระองค์ได้ทำให้การทำสงครามสิ้นสุดลง ก็ขอพระองค์ได้ให้ความตายของข้าอยู่ในมัน(หมายถึง แผล)นี้ และหากพระองค์ยังให้การสงครามกับพวกกุรอยซยีงมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ ก็ขอพระองค์ได้ให้ข้ายังมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อการสงครามนั้นเถิด จนกว่าข้า จะได้ญิฮาดกับพวกเขาในหนทางของพระองค์และมันจะเป็นสงครามครั้งที่ 2"
  
   ณ ที่นี้เองอัลลอฮ(ซ.บ)ก็ได้ประทานอายะฮฺอัลกุรอานลงมาว่า
   "และอัลลอฮได้ตอบโต้บรรดาผู้ที่ปฏิเสธให้ถอยกลับไปด้วยความเคียดแค้นของพวกเขา โดยไม่ได้รับความดีใดๆเลย และอัลลอฮทรงให้ความพอเพียงแก่บรรดามุสลิมีนแล้วในการสู้รบ และอัลลอฮเป็นผู้ทรงพลังเข้มแข็ง ทรงเกียรติศักดิ์แข็งแรง"
   
   อายะฮฺนี้เองที่บ่งชี้ให้เห็นว่า การสงคราระหว่างสองฝ่ายได้สิ้นสุดลงแล้ว อัลลอฮทรงตอบรับบการขอดุอาอฺของท่านซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ พลันเลือดจากบาดแผลเดิมก็ไหลออกมานองที่นอนของท่าน จนศอหาบะฮฺทุกท่านที่มองดูอยู่ได้เห็นโดยทั่วกัน และวิญญาณอันสงบของบุตรแห่งมุอ๊าซท่านนี้ก็ได้ออกจากร่างของเขา เพื่อไปพบกับพระผู้เป็นเจ้าของเขา และเพื่อบันทึกรางวัลแห่งการตายให้แก่เขา
   เมื่อซะอฺดได้สิ้นชีพลง ท่านรอซูล(ศ.ล)ได้กล่าวขึ้นขณะกที่มองดูใบหน้าของซะอฺดว่า
   "บัลลังก์ของผู้ทรงเมตตาได้สั่นสะเทือน เพราะการตายของซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ"
   
   ญะนะซะฮฺของท่านซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ ได้ถูกเคลื่อนไปยังหลุมฝังศพของเขา ร่างของซะอฺดได้ถูกฝังลง ท่านรอซูล(ศ.ล)ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างหลุมของเขาได้กล่าวขึ้นว่า ซุบฮานัลลอฮ 2 ครั้ง บรรดามุสลิมีนได้กล่าวตามท่านนบีด้วย แล้วท่านรอซูล ก็กล่าวตักบีรขึ้นอีก 2 ครั้ง บรรดาศอหาบะฮฺก็กล่าวตามท่านนบีด้วย แล้วท่านรอซูล(ศ.ล)ก็กล่าวว่า
   "แท้จริงกูโบร์นั้น มันจะบีบตัวลง หากว่าจะมีใครรอดปลอดภัยจากการบีบตัวของกูโบร์นี้ เขาก็จะต้องเป็นซะอฺด อิบนุ มุอ๊าซ"

   ขณะที่มารดาของซะอฺด(ท่านกับซะฮฺ บินคิ รอฟิอ) ซึ่งเป็นศอหาบียะฮฺคนแรกของชาวอันศอรที่ให้สัตยาบันต่อท่านรอซูล ร้องได้อาลัยในการจากไปของลูกชาย ท่านร้องไฟ้ พลางกล่าวรำพันขึ้นว่า "แม่ขอฝากลูกไว้ ณ ที่อัลลอฮ" ท่านนบี(ศ.ล)ได้กล่าวกับเธอว่า 
   "เธออย่าได้เพิ่มอะไรมากไปกว่านี้อีกเลย น้ำตาของเธอจงหยุดไหลเสียเถิด และก็ขอให้ความเศร้าโศกของเธอจงจากไปได้แล้ว เพราะลูกชายของเธอขณะนี้ อัลลอฮกำลังต้อนรับเขาอยู่"

โดย เชคอะหมัด ดุฮัยมฺ ซาลิม