Latest Entries »

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

ثناء بعض أهل العلم على جماعة من الصحابياة من أهل
البيت

การสรรเสริญสดุดีของนักวิชาการอิสลาม
ต่อบรรดาซอฮาบะฮฺสตรีที่มาจาก “อะฮฺลุ้ลบัยติ”

ตอนที่
1


ท่านหญิง ฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา
บุตรีของท่านร่อซูล 
 

มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ มารดาของบรรดาผู้ศรัทธา
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า :

         
“ฉันไม่เคยเห็นใครมีลักษณะนอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮฺ มีบุคลิคดีเรียบร้อย
และมีลักษณะสงบเสงี่ยม ทั้งขณะลุกขึ้นยืนหรือนั่ง คล้ายคลึงกับท่านร่อซูล
ยิ่งไปกว่าฟาฏิมะฮฺบุตรีของท่านร่อซูล  เลย” (บันทึกโดย อบูดาวู๊ด ฮะดีษเลขที่ 5217 และอัตติรมิซีย์ ฮะดีษเลขที่ 3873)
และสายรายงานถูกต้องดี

          อบู นุอัยมฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลฮิลยะฮฺ”
(เล่มที่ 2 หน้าที่ 39) ว่า
“ส่วนหนึ่งของบรรดาสตรีที่ก้มศีรษะ (นอบน้อม) จากบรรดาผู้บริสุทธิ์
และเป็นผู้ที่กลัวเกรงคือ ฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา
เป็นสตรีที่ตั้งจิตมั่นต่ออัลลอฮฺอย่างแน่วแน่
เป็นก้อนเนื้อที่คล้ายคลึงกับท่านร่อซูล
เป็นลูกที่มีความใกล้ชิดสนิทแนบแน่นกับท่านร่อซูลมากกว่าคนอื่นๆ
และเป็นลูกคนเดียวที่ท่านยังคงผูกพันกันอยู่ หลังจากที่ท่านได้สิ้นชีวิตไปแล้ว
เธอเป็นผู้ที่ไม่ใส่ใจ และไม่ให้ความสำคัญกับโลกดุนยา และความเพริดแพร้วของมัน
และเนื่องด้วยโลกดุนยามีความน่าละอาย มีความเสียหายมากมายแอบแฝงอยู่นั่นเอง
เธอจึงปลีกตัวออกห่าง ไม่สนใจใยดีกับมัน”

          อัซซะฮะบีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“อัซซิยะริ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 118-119) ว่า “เธอเป็นผู้นำมวลสตรีในโลกนี้ ในยุคของเธอ เธอเป็นก้อนเนื้อแห่งนบี
และเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากผู้ที่ถูกคัดเลือก “อุมมุ อะบีฮา”
(ขื่อรองของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ) เป็นบุตรสาวของผู้นำมวลมนุษย์ คือ ท่านร่อซูล  “อะบิลกอเซ็ม”
(ชื่อรองของท่านนบี) มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนุ ฮาชิม อิบนุ อับดุมะนาฟ
อัลกุรอชียะฮฺ อัลฮาชิมียะฮฺ และเป็นมารดาของอัลฮะซะนัยนฺ”

          และอัซซะฮะบีย์
ยังได้กล่าวอีกเช่นเดียวกันว่า “แท้จริงท่านนบี  รัก
ให้เกียรติและภาคภูมิใจในตัวเธอมาก เธอมีคุณงามความดีมากมาย
เธอเป็นผู้ที่มีความอดทน และเคร่งครัดศาสนา มีจิตใจกล้าวขวาง สูงส่ง
รักษาจิตใจให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ มีความสุภาพเรียบร้อย
เป็นผู้สรรเสริญขอบคุณต่ออัลลอฮฺอยู่เสมอ”

          อิบนุ กะซี๊ร ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ” (เล่มที่ 9 หน้าที่ 485) ว่า “เธอ(ฟาฏิมะฮฺ) มีชื่อรองว่า “อุมมุ อะบีฮา” และท่าน(อิบนุ กะซี๊ร)
ยังได้กล่าวอีกว่า และเธอเป็นบุตรีคนสุดท้องของท่านนบี  ตามทัศนะที่ทราบกันโดยทั่วไป
และเป็นที่แน่ชัดว่า ไม่มีบุตรของท่านร่อซูล  คนใดมีชีวิตอยู่หลังจากท่านนบี
ได้เสียชีวิตลงไปแล้วนอกจากเธอ (ฟาฏิมะฮฺ) คนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้
เธอจึงได้รับผลบุญมากมาย เพราะเธอได้พบกับการสูญเสียท่านร่อซูล
 

อุมมุลมุอฺมินีน ท่านหญิง คอดีญะฮฺ บินตุ คุวัยลิด
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา

          อัซซะฮะบีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัซซิยะริ” (เล่มที่
2 หน้าที่ 109-110) ว่า
“ท่านคอดีญะฮฺเป็นมารดาของบรรดามุอฺมินผู้ศรัทธา
และเป็นผู้นำบรรดาสตรีแห่งโลกในยุคของท่าน เป็นมารดาของบรรดาลูกๆ ของท่านร่อซูล
 (นอกจากอิบรอฮีมเท่านั้น)
เธอเป็นผู้ที่ศรัทธาอีมานต่อท่านร่อซูล  และเชื่อมั่นในการเป็นร่อซูลุลลอฮฺของท่านก่อนผู้ใดทั้งสิ้น
เธอช่วยทำให้ความกังวลที่มีอยู่ภายในจิตใจของท่านร่อซูล  ผ่อนคลายลง
และทำให้ท่านมีความเข้มแข็งขึ้นตามมา คุณงามความดีของท่านหญิงคอดิญะฮฺมีมากมาย
เธอเป็นหญิงที่มีความสมบูรณ์พร้อมในบรรดาสตรีทั้งหลาย เป็นสตรีที่มีสติปัญญา
มีความคิด เป็นสตรีที่สูงส่ง เคร่งครัดศาสนา รักษาจิตใจให้ใสสะอาด
มีจิตใจเมตตากรุณา เป็นหนึ่งจากชาวสวรรค์ ท่านนบี  ได้สรรเสริญชมเชยท่านหญิงคอดิญะฮฺ
ท่านได้ให้ความรักแก่ท่านหญิงคอดิญะฮฺ อย่างล้ำเลิศ”

          และที่นับเป็นเกียรติแก่ท่านหญิงคอดิญะฮฺที่ได้รับจากท่านร่อซล  คือ ท่านไม่เคยสมรสกับหญิงใดมาก่อนเลย ก่อนที่จะสมรสกับเธอ
ท่านร่อซูลลุลลฮฺ มีบุตรกับท่านหญิงคอดีญะฮฺหลายคนด้วยกัน
และขณะที่อยู่กับท่านหญิงคอดีญะฮฺ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ มิได้สมรสกับใครอีก
และท่านร่อซูลุลลอฮฺ
ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรจนกระทั่งเมื่อท่านหญิงคอดิญะฮฺได้ถึงแก่กรรม
จากการที่ท่านสูญเสียท่านหญิงไป ท่านร่อซูลได้พบว่าท่านหญิงคอดิญะฮฺนั้น
เป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุด และแท้จริง
อัลลอฮฺได้ทรงมีคำสั่งให้ท่านร่อซูลแจ้งข่าวดีแก่ท่านหญิง
ถึงปราสาทหลังหนึ่งในสวนสวรรค์สำหรับเธอ ที่สร้างมาจากทองคำและเงิน
ในปราสาทหลังนั้นจะไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครมใดๆเลย
และจะไม่ประสบกับความเหน็ดเหนื่อยอันใดเลย

          และจากท่านอิบนุล กอยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 349) ว่า “คุณสมบัติพิเศษของท่านหญิงคอดีญะฮฺ ประการหนึ่งคือ อัลลอฮฺ ตะอาลา
ได้ทรงฝากสลามมากับท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ไปถึงท่านหญิงคอดีญะฮฺ
โดยญิบรีลได้กล่าวว่า :

          “และสิ่ง(สลาม)นี้
ฝากผ่านมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงนิรันดร์ โดยเฉพาะสิ่ง(สลาม)นี้
ไม่เคยปรากฏแก่ผู้ใดเลยนอกจากท่านหญิงคอดีญะฮฺเท่านั้น”

          ท่านอิบนุล กอยยิม ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า
คุณสมบัติพิเศษของท่านหญิงอีกประการหนึ่ง คือเป็นหญิงที่ยอดเยี่ยมแห่งประชาชาตินี้
นักวิชาการมีความเห็นไม่ตรงกันในกรณีที่ว่า ท่านหญิงคอดีญะฮฺ
มีความประเสริฐกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ออกเป็นสามทัศนะด้วยกัน
ทัศนะเหล่านั้นไม่แสดงความเห็นใดๆเกี่ยวกับกรณีนี้ และข้าพเจ้า (อิบนุล กอยยิม)
ได้ถามเชคของข้าพเจ้า คือ ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะฮฺมะตุ้ลลอฮิอะลัยฮฺ
(เกี่ยวกับเรื่องนี้) ท่านตอบว่า “แต่ละท่านมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว
สำหรับท่านหญิงคอดิญะฮฺ จะคอยปลอบใจ และเป็นกำลังใจให้ท่านร่อซูล
 อยู่เสมอ และทำให้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ มีจิตใจเข้มแข็ง
ช่วยทำให้ท่านมีจิตใจสงบ ทำให้ท่านช่วยคลายกังวล
ท่านหญิงจะเสียสละเงินทองส่วนตัวให้แก่ท่านร่อซูลลุลลอฮฺ
และยังได้มีโอกาสอยู่ทันยุคต้นของอิสลาม
และท่านหญิงเองต้องทนรับอันตรายที่เกิดขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺ
และเกี่ยวกับท่านร่อซูล
 การช่วยเหลือสนับสนุนของท่านหญิงคอดิญะฮฺที่มีต่อท่านร่อซูล  นั้น ท่านหญิงจะให้การช่วยเหลือสนับสนุน
และเสียสละทรัพย์สินส่วนตัว
ซึ่งไม่ใช่เป็นของผู้ใดเลยนอกจากของท่านหญิงคอดิญะฮฺเท่านั้น

          ส่วนท่านหญิง อาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮานั้น
เธอมีบทบาทที่ส่งผลดีเยี่ยมในช่วงท้ายของอิสลาม
ซึ่งเธอมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศาสนา
และมีความรู้ความเข้าใจถึงการเผยแพร่ศาสนาให้แก่ประชาชาตินี้
และบรรดาลูกหลานแห่งประชาชาตินี้ ได้รับผลประโยชน์ในสิ่งที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่มี
นอกจากเธอเท่านั้น นี่คือความหมายในคำตอบของท่าน (อิบนุ ตัยมียะฮฺ)

อุมมุลมุอฺมินีน ท่านหญิง อาอิชะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา

          ท่านอัซซะฮะบัย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัซซิยะริ”
(เล่มที่ 2 หน้าที่ 140) ว่า ท่านนบี  ไม่ได้ทำการสมรสกับหญิงสาวที่ยังไม่เคยผ่านการสมรสคนใดเลย
นอกจากท่านหญิงอาอิชะฮฺเท่านั้น และท่านไม่เคยรักสตรีใด
เสมือนกับที่ท่านรักท่านหญิงอาอิชะฮฺ
และข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะมีสตรีคนใดในประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด  จะมีความรู้ดียิ่งไปกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา

          และในหนังสือ “อัซซิยะริ” เช่นกัน (เล่มที่ 2 หน้าที่
181) จากอะลีย์ อิบนุ อักมัร ได้กล่าวว่า “เมื่อท่านมัซรู๊ก รายงานฮะดีษจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านจะกล่าวว่า
“อัซซิดดีเกาะฮฺ” (อาอิชะฮฺ) บุตรี ของอัซซิดดี๊ก (อบูบักรฺ)
ผู้เป็นที่รักยิ่งของผู้ที่เป็นที่รักของอัลลอฮฺ
เป็นผู้ที่ทำให้เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องจากผู้ที่อยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งเจ็ดชั้น
ได้เล่าฮะดีษให้ฉันฟัง
ฉันจะไม่ปฏิเสธสิ่งที่ท่านเล่ามาอย่างแน่นอน”

          ท่านอิบนุล กอยยิม ได้ระบุไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม”
(ในหน้าที่ 351 – 355) ว่า
จากคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวโดยรวม
พอสรุปได้คือ “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เป็นที่รักยิ่งของท่านนบี  และท่านนบี
ไม่เคยสมรสกับหญิงสาวบริสุทธิ์คนใดเลยนอกจากท่านหญิงเพียงคนเดียว

และเคยมีวะฮีย์ประทานลงมาให้แก่ท่านนบี ขณะกำลังนอนอยู่ในผ้านวมของท่านหญิงอาอิชะฮฺ
และเมื่อมีอายะฮฺ “อัตตัคยี๊ร” ถูกประทานลงให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด  ก็จะเริ่มต้นที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ
และท่านร่อซูลุลลอฮฺ ก็ให้ท่านหญิงเลือก (ว่าจะเอาย่างไร) ดังนั้น
ท่านหญิงได้เลือกที่จะอยู่กับอัลลอฮฺ และเลือกที่จะอยู่กับร่อซูลของพระองค์
และบรรดาภรรยาที่เหลือท่านอื่นๆ ของท่านร่อซูลุลลอฮฺ
ก็เลือกดำเนินตามแนวทางของท่านหญิงอาอิชะฮฺเช่นกัน และอัลลอฮฺ ตะอาลา
ได้ทรงให้ท่านหญิงพ้นมลทิน เป็นผู้บริสุทธิ์จากการกล่าวร้ายป้ายสีของพวก “อิฟกุ”
(พวกุเรื่องเท็จขึ้นเพื่อให้ร้ายป้ายสี)
อัลลอฮฺได้ทรงประทานวะฮีย์ลงมายืนยันเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเธอ
และการให้อภัยแก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ซึ่งได้ถูกนำมาอ่านตามห้องหับ
ตามเฉลียงบ้านของบรรดามุสลิม
และถูกนำมาอ่านในเวลาละหมาดของพวกเขาจวบจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺ
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงยืนยันว่า เธอเป็นคนหนึ่งจากบรรดาสตรีที่มีจิตใจงดงาม
เป็นผู้บริสุทธิ์ และพระองค์ได้ทรงสัญญากับเธอที่จะประทานอภัยให้
ทรงสัญญาที่จะประทานริสกีย์ที่มีคุณค่า ทั้งๆที่อยู่ในตำแหน่งอันสูงเกียรตินี้
ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ก็ยังทำตัวนอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮฺ โดยที่ท่านหญิงได้กล่าวว่า
:

          “และแท้จริง
เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวฉันนั้น ไม่มีคุณค่าสำคัญถึงอัลลอฮฺ ต้องทรงประทาน
อัลกุรอานลงมาในเรื่องเกี่ยวกับฉันซึ่งก็ได้ถูกนำมาอ่าน”

          บรรดาซอฮาบะฮฺอาวุโส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม
เมื่อมีกิจกรรมทางศาสนาที่เป็นที่สงสัยแก่ท่านเหล่านั้น ก็จะถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ท่านเหล่านั้นก็จะได้พบคำตอบของเรื่องนั้นจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้เสียชีวิต ณ ที่บ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ในวันที่เป็นสิทธิ์ของท่านหญิง
(ที่ท่านร่อซูลจะต้องมาอยู่กับเธอ)ได้เสียชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของเธอ
(ท่านหญิงอาอิชะฮฺ) และร่างของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้ถูกฝังอยู่ภายในบ้านของเธอ

ซึ่งครั้งหนึ่งก่อนที่ท่านนบี  จะสมรสกับเธอนั้น
มลาอิกะฮฺได้นำรูปของเธอที่ติดอยู่กับผืนผ้าไหมเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาให้ท่านร่อซูลุลลอฮฺดู
แล้วท่านได้กล่าวว่า “หากว่าเรื่องนี้มาจากอัลลอฮฺ
ก็จงดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วย”

และบรรดาซอฮาบะฮฺได้เลือกหาของขวัญ (ของฮะดียะฮฺ)
ที่คู่ควรในวันสมรสของท่านหญิงอาอิชะฮฺ กับท่านร่อซูลุลลอฮฺ
และพวกเขารู้สึกชื่นชมยินดีกับท่านร่อซูล
 ต่อการที่ท่านนบีรักที่จะอยู่ใน้บ้านของภรรยาที่ท่านรักยิ่งกว่าใคร
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม อัจญ์มะอีน

อุมมุลมุอฺมินีน ท่านหญิง เซาว์ดะฮฺ บินตุ ซุมอะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา

          ท่านอัซซะฮะบีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“อัซซิยะริ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 260-266) ว่า “ท่านหญิงเซาว์ดะฮฺ เป็นคนแรกที่ท่านนบี  ทำการสมรสหลังจากที่ท่านหญิงคอดีญะฮฺ
ได้ถึงแก่กรรม ท่านหญิงเซาว์ดะฮฺ
ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับท่านนบีตามลำพังสองคนเป็นเวลาสามปี หรืออาจมากกว่านั้น
จนกระทั่งท่านนบีได้มาอยู่กับท่านหญิงอาอิชะฮฺ
และท่านหญิงเซาว์ดะฮฺเป็นหญิงที่เป็นผู้นำที่ทรงคุณค่า สูงเกียรติ เฉลียวฉลาด
ปราดเปรื่อง เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ และได้เสียสละวันของเธอที่ต้องอยู่กับท่านนบี
ให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เพื่อเป็นการคำนึงถึงหัวใจของท่านร่อซูล  ”

          ท่านอิบนุล กอยยิม ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 350) ว่า
“ท่านหญิงเซาว์ดะฮฺเป็นคนมีอายุมาก และท่านนบีก็มีความประสงค์ที่จะเลิกกับนาง
แต่ท่านหญิงมีความประสงค์ที่จะอยู่กับท่านนบี
และได้เสียสละวันของเธอที่จะอยู่ร่วมกับท่านร่อซูลุลลอฮฺ ให้แก่ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ดังนั้น ท่านร่อซูลุลลอฮฺ จึงได้อยู่กับท่านหญิงต่อไป และนี้คือ
คุณสมบัติที่ดีงามของท่านหญิงเซาว์ดะฮฺ"

          แท้จริง
ท่านหญิงมีความปรารถนาที่จะสละวันที่เธออยู่กับท่านร่อซูล
 เพื่อเป็นการแสดงความรักต่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ
เพื่อต้องการความใกล้ชิด และความรักที่มีต่อท่านร่อซูล

 และท่านหญิงก็พอใจฐานะของเธอกับท่านร่อซูล  มากกว่า เพราะฉะนั้น ท่านร่อซูล
 จึงได้กำหนดวันเวลาไว้ให้แก่ภรรยาของท่าน แต่ละคนโดยเสมอภาค
แต่ไม่ได้กำหนดวันไว้ให้แก่ท่านหญิงเซาว์ดะฮฺ ซึ่งท่านหญิงก็ยินดี
มีความพึงพอใจต่อเรื่องดังกล่าว
และท่านหญิงเองก็ชอบที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่ท่านร่อซูล
 เป็นอย่างมากอีกด้วย

อุมมุลมุอฺมินีน ท่านหญิง ฮัฟเซาะฮฺ บินตุ อุมัรฺ อิบนุล ค็อฏฏอบ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา

          ท่านอัซซะฮะบีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัซซิยะริ”
(เล่มที่ 2 หน้าที่ 277) ว่า “ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺเป็นเกราะกำบังที่เข้มแข็ง เป็นบุตรสาวของ
อะมีรุลมุอฺมินีน อะบูฮัฟซิน อุมัรฺ อิบนุล ค็อฏฏอบ ท่านนบี  ได้สมรสกับนาง
หลังจากที่ได้พ้นกำหนดเวลา(อิดดะฮฺ) ที่สามีของนางคือ คุนัยส์ อิบนุ ฮุซาฟะฮฺ
อัซซะฮะมีย์ ซึ่งเป็นมุฮาญิรีนคนหนึ่ง ได้หย่าขาดไปแล้ว
ในปีที่สามแห่งฮิจญ์เราะฮฺศักราช”

          ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ได้กล่าวว่า “ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ เคยชิงความเป็นหนึ่งกับฉัน
ในบรรดาภรรยาของท่านนบี  ”



ผลตอบแทนจริงจากโลกเสมือน

คุณรู้จักโลกใบนี้ไหม?…
โลกเสมือนจริงที่อยู่ในจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่กลับกว้างขวางไร้ขอบเขต
โลกที่คุณสามารถคุยกับคนปาปัวนิวกินีได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า
สามารถรับชมการบรรยายธรรมของชัยคฺในโลกอาหรับได้โดยไม่ต้องผ่านด่านตม. และสามารถซื้อสมสินค้าจากห้างร้นต่างๆได้โดยไม่ต้องรบกับแถวรถยาวเหยียดและด่านจราจรตอนสิ้นเดือน
ใลกใบนี้เป็นที่มาของทั้งความดีมากมายและความชั่วหลากหลาย
เป็นทั้งแสงสว่างที่นำไปสู่ความรู้ และแสงสลัที่นำไปสู่การทำซีนา
เป็นทั้งสนามดะอฺวะฮฺที่สามารถเรียกร้องเชิญชวนผู้คนไปสู่อัลลอฮ และสนามไร้สาระที่สามารถเชิญชวนผู้คนไปสู่ชัยฏอน
เป็นทั้งที่เพาะปลูกเมล็ดพันธ์แห่งความรักในระหว่างพี่น้องมุสลิม และที่เพาะปลูกเมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชังในระหว่างพี่น้องมุสลิม
เป็นทั้งห้องสมุดที่บรรจุประวัติบรรพชนผู้ขายชีวิตของเขาให้แก่อาคิเราะฮฺ และเป็นทั้งห้องสมุดที่บรรจุประวัติของเหล่าทรชนผู้ขายชีวิตของเขาให้แก่ดุนยา
เป็นทั้งที่รวมเสียงอิมามขับขานอายาตของอัลลอฮหลากเสียงหลายทำนอง และเป็นทั้งที่รวมเสียงขับขานอายาตของชัยฏอนหากสไตล์หลายจังหวะ
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้บางส่วนของชีวิตไปในโลกเสมือนใบนั้น
โปรดตั้งสิตก่อนสตาร์ทเครื่องสีเหลี่ยมนั่น
และโปรดอย่าประมาทในการเดินทางไปบนโลกใบนั้น
ความเป็นโลกเสมือนจริงของมันอาจทำให้เราลืมไปว่า
สิ่งใดก็ตามที่เราได้ทำ ได้ชม ได้ฟัง ได้รับรู้ ล้วนต้องรับผลตอบแทนจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษ หรือรางวัลไม่ว่าจะเป็นสวรรค์หรือนรก
เราล้วนต้องได้รับจริง ด้วยชีวิตจริง
แม้มันจะเป็นผลมาจากการกระทำในโลกเสมือนจริงก็ตาม

โดย 

มุซักกิร คอลัมบ์ ปลุก วารสาร โรตีมะตะบะ ฉบับที่ 42


ثناء
بعض أهل العلم على جماعة من الصحابة من أهل
البيت

การสรรเสริญสดุดีของนักวิชาการต่อซ่อฮาบะฮฺ ที่มาจาก
“อะฮฺลุล้ลบัยติ”

 ตอนที่ 2

อัลดุลลอฮฺ อิบนุ อับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ลูกชายของผู้เป็นลุงของท่านร่อซูล
  

อัลบุคอรีย์ได้บันทึกไว้ในซอฮีฮฺของท่าน (ฮะดีษ
เลขที่ 4970) จากอิบนิ อับบ๊าส ได้กล่าวว่า :

         
ท่านอุมัรได้พาฉันเข้าไปอยู่ร่วมกับบรรดาผู้อาวุโสที่เข้าสมรภูมิบัดรฺ
(มีทั้งจากชาวมุฮาญิรีน และชาวอันศ็อร) ดังนั้น
เหมือนกับมีบางคนในหมู่นั้นรู้สึกไม่พอใจ จึงมีผู้กล่าวว่า
“ท่านนำเอาเด็กคนนี้เข้ามาร่วมอยู่กับพวกเราทำไม?
พวกเราก็มีลูกๆเหมือนกับเขาคนนี้?”
ท่านอุมัร กล่าวว่า
“เขาเป็นเด็กที่พวกท่านทราบกันดี”

        
วันหนึ่ง อุมัรได้เรียก อิบนุ อับบ๊าส
แล้วพาเขาเข้าไปร่วมนั่งกับบรรดาผู้อาวุโส ฉันไม่รู้สึกอะไรที่อุมัรเรียกฉันเข้าไป
นอกจากรู้ว่าท่านต้องการเอาฉันไปอวดบรรดาคนเหล่านั้น ท่านอุมัรกล่าวว่า
“ท่านทั้งหลายมีความเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับดำรัสของอัลลอฮฺ
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า :

          “และความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ และการพิชิตได้มาถึงแล้ว”(ซูเราะฮฺอันนัศรฺ อายะฮฺที่
1)

         บางคนก็กล่าวขึ้นว่า
“พวกเราได้ถูกใช้ให้กล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ และขออภัยโทษต่อพระองค์
เมื่อเราได้รับการช่วยเหลือให้ได้รับชัยชนะ”

และบางคนก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร และท่านอุมัรก็ได้กล่าวแก่ฉันว่า
“เธอมีทัศนะเช่นเดียวกับคำพูดดังกล่าวหรือไม่?”
ฉัน (อิบนุ อับบ๊าส)
กล่าวว่า “ไม่ใช่” ถ้าเช่นนั้นแล้วเธอจะพูดว่าอย่างไร?
ฉันกล่าวว่า “มันเป็นกำหนดเวลาของร่อซูล  ที่อัลลอฮฺ ได้ทรงแจ้งไว้ให้กับท่านร่อซูล  ได้ทราบ โดยพระองค์ทรงกล่าวว่า
และนั้นคือเครื่องหมายแห่งกำหนดเวลาของเจ้า (มุฮัมมัด  )”

          “ดังนั้น จงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของเจ้า
และจงอภัยโทษต่อพระองค์เถิด แท้จริง
พระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษเสมอ”
(ซูเราะฮฺ อันนัศรฺ :
3)

          อุมัรได้กล่าว่า
“ฉันไม่เคยรู้ความหมายของอายะฮฺนี้มาก่อน
นอกจากมารู้จากที่เธอพูดนี้แหละ”

           และใน “อัฏฏอบะก็อต” ของอิบนุ
ซะอฺดิ (เล่มที่ 2 หน้าที่ 369) จากซะอฺดิ อิบนิ อบีวักก๊อศ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นใครมีความเข้าใจได้ฉับไว
มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีความรู้มากมาย และมีความสุขุมรอบคอบยิ่งไปกว่า อิบนุ อับบ๊าส
และแน่นอน ฉันได้เห็นอุมัร อิบนุล ค็อฏฏอบ ได้เชื้อเชิญ อับนุ อับบ๊าส
ให้แก้ปัญหาที่ยากๆ ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้”

          และใน “อัฏฏอบะก๊อต” ในเล่มเดียวกัน
(หน้าที่ 370) จากฎ็อลฮะฮฺ อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ กล่าวว่า “อิบนุ อับบ๊าส ได้รับความเข้าใจ และรับรู้ได้ไว ฉันไม่เคยเห็นอุมัร
อิบนุล ค็อฏฏอบ ยกย่องให้เกียรติผู้ใดให้มีฐานะ (ความรู้) เหนืออิบนุ อับบ๊าส
เลย”

          และใน “อัฏฏอบะก็อต” อีกเช่นกัน เล่มที่
2 (หน้าที่ 370) จากญาบิร อิบนุ อับดิลลาฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา
เขาได้กล่าวว่า “ในขณะที่เขาได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของอิบนุ
อับบ๊าส เขาได้เอามือข้างหนึ่งตบลงบนมืออีกข้างหนึ่ง (เป็นการแสดงความเสียใจ)
พลางพูดว่า “บุคคลที่มีความรู้ดีกว่าผู้คนทั้งหลาย
มีความสุขุมรอบคอบกว่าใครๆ ได้เสียชีวิตไปแล้ว และแน่นอนด้วยการสูญเสียเขา
ประชาชาตินี้
ต้องประสบกับเคราะห์กรรมที่ไม่มีทางจะถูกทำให้ดีขึ้นได้”

          และใน “อัฏฏอบะก๊อต” เช่นเดียวกัน
จากอบูบักรฺ อิบนุ มุฮัมมัด อิบนุ อัมริบนิฮัซมิ กล่าวว่า “เมื่อ อิบนุ อับบ๊าสได้เสียชีวิตลงไปแล้ว รอฟิอฺ อิบนุ คุดัยจฺ
ได้กล่าวว่า “วันนี้ ผู้ที่เสียชีวิตไปนั้น
เป็นบุคคลที่ผู้ที่อยู่ระหว่างทิศตะวันออก และทิศตะวันตก
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยวิชาความรู้จากเขา”

           ในหนังสือ “อัลอิซตีอ๊าบ” ของอิบนุ
อับดุลบัรริ (เล่มที่ 2 หน้าที่ 344-345) จากมุญาฮิด เขากล่าวว่า “ฉันไม่เคยได้ยินคำชี้ขาดปัญหาศาสนา(ของผู้ใด)
เพียบพร้อมยิ่งกว่าคำชี้ขาดปัญหาของอิบนุ  อับบ๊าส เนื่องจากเขาจะต้องกล่าวว่า
“ท่านร่อซูล  ได้กล่าวว่า”

และยังมีรายงานเช่นเดียวกันนี้ของอัลกอชิม อิบนุ มุฮัมมัด

          อิบนุ กะซี๊ร ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ” (เล่มที่ 12 หน้าที่ 88) ว่า “แน่นอน ได้มีรายงานจากท่านอุมัร อิบนุล ค็อฏฏอบ ว่า ท่านได้ให้
อิบนุ อับบ๊าส นั่งร่วมอยู่กับซอฮาบะฮฺอาวุโส และท่านได้กล่าวว่า
“ผู้ที่ให้การอธิบายความหมาย อัลกุรอานที่ยอดเยี่ยมคือ อัลดุลลอฮฺ อิบนุ
อับบ๊าส”
และเมื่อเขาเดินเข้ามา อุมัรฺได้กล่าวว่า
“เด็กหนุ่มผู้มีวัยของผู้ใหญ่ เจ้าของลิ้นที่ชอบสอบถาม
และเจ้าของหัวใจที่มีความเข้าใจเฉียบแหลม”

 ญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ลูกชายของผู้เป็นลุงของท่านนบี 
 

          มีรายงานในซอฮีฮฺ อัลบุคอรีย์
(ฮะดีษเลขที่ 3708) จากฮะดีษ อบี ฮุรอยเราะฮฺ เนื้อหาคือ “คนที่มีจิตใจยอดเยี่ยมที่สุดต่อบรรดาผู้คนที่น่าเวทนาสงสารคือ
“ญะอฺฟัรฺ อิบนุ อบูฏอลิบ” เขาเคยปลุกพวกเราให้ตื่นขึ้นมา
และเลี้ยงอาหารพวกเราเท่าที่มีอยู่ในบ้านของเขา แม้กระทั่งเคยเอาโถใส่เนยออกมา
ซึ่งในโถใส่เนยนั้นไม่มีสิ่งใดอยู่เลย และเขาก็ได้เคาะให้มันแตกออก
และพวกเราก็เลียส่วนที่แตกนั้น”

          อัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญะริน ได้กล่าวไว้ใน
“ชะเราะฮฺ อัลฟัตฮุลบารีย์” (เล่มที่ 7 หน้าที่ 76) ว่า “และคำพูดนี้เป็นการเจาะจง (จำกัดลักษณะข้อเท็จจริง)
จึงต้องนำเอาคำที่ไม่ได้ถูกจำกัดเจาะจง ซึ่งมีรายงานมาจากอิกริมะฮฺ จากอบู
ฮุรอยเราะฮฺมารวมไว้กับคำที่มีการเจาะจงคือ “ไม่มีผู้ใดสวมใส่รองเท้าแตะ
และไม่มีผู้ใดขี่พาหนะหลังจากท่านร่อซูล  ดียิ่งกว่า ญะอฺฟัร อิบนุ อบูฏอลิบ”
(บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ และอัลฮากิม
ด้วยสายรายงานที่แข็งแรงเชื่อถือได้)

          อัซซะฮะบีย์ได้กล่าวถึงท่านญะอฺฟัร
ไว้ในหนังสือ “อัซซิยะริ” (เล่มที่ 7 หน้าที่ 206) ว่า “ผู้ปกครองที่เป็นชะฮีด (ตายในหนทางของอัลลอฮฺ)
ผู้ที่มีฐานะตำแหน่งสำคัญยิ่ง เป็นเอกลักษณ์ของบรรดานักต่อสู้ (ในหนทางของอัลลอฮฺ)
นั้น คือ อบู อับดุลลอฮฺ ลูกชายของผู้เป็นลุงของท่านร่อซูล  อับดุล มะนาฟ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนุ ฮาชิม อิบนุ อับดุมะนาฟ อิบนุ
กุศ็อยฺ อัลฮาชิมีย์ เป็นพี่ชายของท่านอะลีย์ อิบนุ อบี ฏอลิบ
ซึ่งท่านญะอฺฟัรมีอายุแก่กว่าท่านอะลีย์ 10 ปี ท่านญะอฺฟัรได้ทำการอพยพถึงสองครั้ง
และได้อพยพจากประเทศฮะบะชะฮฺ (ประเทศเอธิโอเปีย) ไปยังนครมะดีนะฮฺ
ท่านตามมาพบกับบรรดามุสลิมที่อพยพมา ซึ่งในขณะนั้นพวกเขากำลังรออยู่ที่ตำบล คอยบัร
หลังจากที่ได้มีการอพยพออกมาแล้ว
ท่านญะอฺฟัรได้พำนักอยู่ที่นครมะดีนะฮฺเป็นเวลาหลายเดือน ต่อมาท่านร่อซูล  มีคำสั่งให้ญะอฺฟัรนำกองทหารออกไปทำสงครามที่ “มุอฺตะฮฺ” ทางด้านเชิงเขา
“อัรกัรกุ” และท่านก็ได้ตายชะฮีดที่นั้น ท่านร่อซูล  ได้รับความปลาบปลื้มกับการเดินทางมาพำนัก (ที่นครมะดีนะฮฺ)
ของท่านญะอฺฟัรเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องเสียใจ (ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ)
กับการเสียชีวิตของญะอฺฟัร"

          ในหนังสือ “อัตตักรี๊บ” ของ อิบนุ
ฮะญะริน ได้กล่าวไว้ว่า “ญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ
อัลฮาชิมีย์ คือ บิดาของบรรดาผู้ที่น่าเวทนาสงสาร ผู้มีปีกสองข้าง
เป็นซอฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ เป็นลูกชายของลุงของท่านร่อซูล  ตายชะฮีดในสมรภูมิมุอฺตะฮฺ ในปีที่ 8 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช
ได้มีการระบุชื่อของท่านญะอฺฟัรไว้ในซอฮีฮฺทั้งสอง (อัลบุคอรีย์ และมุสลิม)
ในรายงานของท่านทั้งสองระบุไว้ว่า “ที่มีผู้ขนานนามท่านญะอฺฟัรว่า
“เจ้าของปีกทั้งสองข้าง”
ก็เพราะว่าปีกทั้งสองข้างถูกนำมาทดแทนมือของท่านขณะที่ได้ถูกตัดขาดจากร่างของท่านในสมรภูมิมุอฺตะฮฺ
แล้วท่านก็ใช้ปีกทั้งสองข้างนั้น บินอยู่กับบรรดามลาอิกะฮฺบนฟ้า

         
ดังปรากฏอยู่ในบันทึกของซอฮีฮฺอัลบุคอรีย์ (ฮะดีษเลขที่ 3709)
ด้วยสายรายงานของอัลบุคอรีย์ สืบถึงอัชชะอฺบีย์"

          “อับดุลลอฮฺ
อิบนุ อุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา เมื่อกล่าวให้สลามแก่ลูกชายของญะอฺฟัร
เขากล่าวว่า ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านเถิด โอ้!
ลูกชายของผู้มีปีกทั้งสองข้าง”

          ท่านอัลฮาฟิซได้กล่าวไว้ใน
“ชัรฮุลบุคอรีย์” ว่า “เหมือนกับว่าเป็นการบ่งชี้ถึงฮะดีษของอับดุลลอฮฺ อิบนุ
ญะอฺฟัร ที่กล่าวว่า ท่านร่อซูล  ได้กล่าวแก่ฉันว่า
“ขอให้ความสุขความสำราญจงเป็นของท่านเถิด
บิดาของท่านกำลังบินอยู่กับบรรดามลาอิกะฮฺบนท้องฟ้า”
(บันทึกโดย อัฏฏ็อบรอนีย์
ด้วยสายรายงานที่ฮะซันถูกต้อง)

          แล้วหลังจากนั้น
อัลฮาฟิซยังได้ระบุสายรายงานอื่นๆอีก จากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ท่านอะลีย์และท่านอิบนุ
อับบ๊าส และได้ระบุข้อความที่มีอยู่ในสายรายงานหนึ่งจากท่านอิบนุ อับบ๊าส ว่า
:

          “แท้จริง
ญะอฺฟัรกำลังบินอยู่กับญิบรีล และมีกาอีล โดยที่เขามีปีกอยู่สองข้าง
ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงประทานให้เพื่อทดแทนมือทั้งสองข้างของเขา”(อัลฮาฟิซกล่าวว่าสายสืบนี้เชื่อถือได้(ญัยยิด))

 อับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะอฺฟัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ลูกชายของลูกชาย
(หลานชาย) ของผู้เป็นลุงของท่านร่อซูล
 

          มีระบุอยู่ในซอฮีฮฺมุสลิม (ฮะดีษเลขที่
2428) จากอับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะอฺฟัร กล่าวว่า :

          “ท่านร่อซูล
 นั้น เมื่อกลับมาจากการเดินทาง
ท่านจะต้องไปพบกับบรรดาเด็กๆ ในวงศ์วานของท่าน
ตัวท่านจะถูกนำออกมาต้อนรับ(อับดุลลอฮฺ)กล่าวว่า และเมื่อท่านนบีเดินทางกลังมา
ฉันจะต้องถูกนำไปหาท่านเป็นคนแรก แล้วท่านก็จะอุ้มฉันให้นั่งข้างหน้าท่าน
แล้วหลังจากนั้นก็จะมีผู้นำเอาลูกชายหนึ่งในสองคนของท่านหญิงฟาฎิมะฮฺมาหาท่าน
แล้วท่านก็อุ้มมานั่งด้านหลังท่าน ท่าน(อับดุลลอฮฺ) กล่าวว่า
เราทั้งสามคนนั่งอยู่บนหลังพาหนะของท่านนบี
และถูกพาเข้ามาในเมืองมะดีนะฮฺ”

 
          อัซซะฮะบีย์
ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวถึงอับดุลลอฮฺไว้ในหนังสือ “อัซซิยะริ” (เล่มที่ 3 หน้าที่
456) ว่า “ผู้นำที่มีความรอบรู้คือ อบู ญะอฺฟัร
อัลกุรอชียุ อัลฮาชิมียุ มีเอธิโอเปียเป็นแหล่งกำเนิด มีนครมะดีนะฮฺเป็นแหล่งอาศัย
เป็นผู้มีจิตใจเมตตากรุณา เป็นลูกของผู้มีจิตใจเมตตากรุณา
เป็นเจ้าของปีกทั้งสองข้าง เขาอยู่กับท่านร่อซูล  เป็นซอฮาบะฮฺ และมีการรายงานฮะดีษ
มีซอฮาบะฮฺรุ่นเยาว์ประเภทเดียวกันกับเขาที่มีอายุน้อยมีเป็นจำนวนมาก
บิดาของเขาตายชะฮีดในสมรภูมิมุอฺตะฮฺ และท่านร่อซูลได้อุปการะเลี้ยงดูเขามา
แล้วเขาได้เติบใหญ่ขึ้นมาภายใต้การคุ้มครองดูแลของท่านร่อซูล  "

          อัซซะฮะบีย์กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า
“เขาเป็นผู้ที่มีฐานะหน้าที่ ที่ยิ่งใหญ่
เป็นคนที่ใจบุญศุลทาน มีเมตตา กรุณา
เหมาะสมต่อการเป็นผู้ปกครอง”

          และในหนังสือ “อัรริยาฎุลมุซตะฏอบะฮฺ”
ของอัลอามิรีย์ (หน้าที่ 205) ระบุว่า “อะบาน
อิบนุ อุสมาน ได้ละหมาด (ญะนาซะฮฺ) ให้แก่ท่าน (อัลดุลลอฮฺ)
ซึ่งในขณะนั้นเขาเป็นผู้ปกครองนครมะดีนะฮฺและได้แบกแคร่ที่มีร่างของเขา
(อับดุลลอฮฺ) อยู่ด้วยน้ำตาที่ไหลรินออกมา แล้วเขา (อะบาน) ก็กล่าวว่า
“ขอสาบานต่อัลลอฮฺว่า ท่านเป็นคนดี ไม่มีความไม่ดีใดๆในตัวของท่านเลย
และขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ท่านเป็นคนที่มีเกียรติ มีความประเสริฐ
มีคุณธรรมความดีงามมากมาย”

 บรรดาซอฮาบะฮฺบางท่าน
ที่มาจากวงศ์วานของท่านร่อซูล
 

 – อบูซุฟยาน เนาฟัล รอบีอะฮฺ และอุบัยดะฮฺ
เป็นคนตระกูล อัลฮาริษ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ
 – อับดุบมุฏฏอลิบ อิบนุ รอบีอะฮฺ
อิบนุ ฮาริษ อิบนุ อัลดุลมุฏฏอลิบ
 – อัลฮาริษ และอัลมุฆีเราะฮฺ
ทั้งสองเป็นลูกชายของเนาฟัล อับนุ ฮาริษ อิบนุ อัลดุลมุฏฏอลิบ
 – ญะอฺฟัร
และอับดุลลอฮฺ ทั้งสองเป็นลูกชายของอบูซุฟยาน อิบนุ ฮาริษ อิบนุ
อับดุลมุฏฏอลิบ
 – มุอัตติบ และอุตบะฮฺ ทั้งสองเป็นลูกชายของอบูละฮับ
อับดุลอุซซา อิบนุ อัลดุลมุฏฏอลิบ
 – อัลฟัฏลฺ และอุบัยดิลลาฮิ
ทั้งสองป็นลูกชายของอัลอับบ๊าส อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ


ثناء
بعض أهل العلم على جماعة من الصحابة من أهل
البيت

การสรรเสริญสดุดีของนักวิชาการต่อซ่อฮาบะฮฺ ที่มาจาก
“อะฮฺลุล้ลบัยติ”

 ตอนที่1


 ท่านอัล-อับบ๊าส อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ผู้เป็นลุงของท่านร่อซูล 
 

          อัซซะฮะบีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“ซิยะรุอ๊ะอฺลามุลนุบะลาอฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 79-80) ว่า “ท่านอัลอับบ๊าส เป็นคนรูปร่างสูง
และรูปหล่อที่สุด พูดจาไพเราะ และเสียงดังชัดเจนที่สุด
ทั้งเป็นผู้มีความขันติอดทนสูงมาก และมีลักษณะเป็นผู้นำ
(ที่ดี)”

          ท่านอัซซุบัยรฺ อิบนุ บั๊กการุ กล่าวว่า “ท่านอัลอับบ๊าส
มีเสื้อไว้สำหรับให้คนยากไร้ของตระกูลฮาชิมได้ใช้สวมใส่
ท่านมีถาดใส่อาหารใบใหญ่ไว้เพื่อใส่อาหารเลี้ยงคนที่หิวโหย
และท่านมีบริเวณไว้เพื่อกักขังคนโง่เขลา ท่านเป็นผู้ปกป้องเพื่อนบ้าน
ท่านเสียสละทรัพย์สินเงินทอง
และท่านช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรม”

          และความหมายของคำว่า “มินเซาะเราะฮฺ”
ในหนังสือ “ตะฮฺซีบ ตารีค อิบนุ อะซากิร” ระบุว่า
“มิกเฏาะเราะฮฺ” คือ สถานที่ใช้ล่ามบุคคลที่กระทำการละเมิด
มีความก้าวร้าว ข่มเหง และอธรรม (ดูใน หมายเหตุท้ายหน้าของหนังสือ “อัซซิยะริ”)

 ท่านฮัมซะฮฺ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ผู้เป็นลุงของท่านร่อซูล
 

          ท่านอิบนุ อับดุลบัรริ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“อัลอิซตีอ๊าบ” (เล่มที่ 1 หน้าที่ 270) ใน “ฮาชิยะตุลอิซอบะฮฺ” ว่า
“ฮัมซะฮฺ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนุ ฮาชิม
(ผู้เป็นลุงของท่านนบี อลัยฮิซซ่อลาตุวัสสลาม) นั้น
ท่านได้รับการขนานนามว่า “อะซะดุลลอฮฺ” และ “อะซะดุรอซูลุฮู”

(ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺ และ ราชสีห์แห่งร่อซูลของพระองค์) และมีชื่อรองว่า
“อบา อุมาเราะฮฺ” และ “อบา ย๊ะอฺลา” ด้วยเช่นกัน

          ท่านอัซซะฮะบีย์ ได้กล่าวถึงท่านฮัมซะฮฺว่า “เป็นผู้นำที่เป็นวีรบุรุษ
เป็นผู้ที่กล้าหาญชาญชัย คือ อบู อุมาเราะฮฺ และอบู ย๊ะอฺลา อัลกุร่อชีย์
(แห่งเผ่ากุเรช) อัลฮาชิมีย์ (แห่งตระกูลฮาชิม) อัลมักกียุ (เป็นชาวเมืองมักกะฮฺ)
และหลังจากนั้นก็มาเป็น “อัลมะดะนียุ” (เป็นชาวเมืองมะดีนะฮฺ) อัลบัดรีย์
(เป็นผู้ร่วมรบในสงคราวบัดร์) อัชชะฮีด (เสียชีวิตเป็นชะฮีดในสงครามอุฮุด)
เป็นลุงของท่านร่อซูล  และเป็นพี่น้องที่ร่วมดื่มนมมารดาเดียวกับท่านร่อซูล
 
 (ดูหนังสือ “อัซซิยะรุ”
เล่มที่ 1 หน้าที่ 172)

 อะมีรุลมุอฺมินีน อะลีย์
อิบนุ อบีฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
 

          ท่านอิมาม มุสลิม ได้บันทึกไว้ในซอฮีฮฺของท่าน
(ฮะดีษเลขที่ 276) ด้วยสายรายงานของท่านชุร็อยฮฺ อิบนุ ฮานิอฺ ได้กล่าวว่า :

          “ฉันได้หาท่านหญิงอาอิชะฮฺ
เพื่อถามเธอถึงเรื่องการลูบบนรองเท้าหุ้มข้อทั้งสองข้าง เธอได้กล่าวว่า
“จำเป็นที่เธอจะต้องไปหา อิบนิ อบีฏอลิบ แล้วก็จงถามเขา
เพราะเขาร่วมเดินทางกับท่านร่อซูล  บ่อยครั้ง”
และเราได้ถามเขา (ท่านอะลีย์) ท่านกล่าวว่า

“ท่านร่อซูล  ได้กำหนดไว้สำหรับผู้เดินทาง
(เมื่อเสียน้ำละหมาดแล้วไม่ต้องถอดรองเท้าหุ้มข้อออก และให้ลูบไปบนรองเท้าได้เลย)
โดยมีระยะเวลาสามวันกับอีกสามคืน และสำหรับผู้ที่อยู่ประจำ มิได้เดินทาง
มีกำหนดไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน”

          และอีกรายงานหนึ่งของอิมาม
มุสลิม (ท่านหญิง อาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา) กล่าวว่า “เธอจงไปหาอะลีย์ เพราะเขารู้เรื่องนี้ดีกว่าฉัน (ชุร็อยฮฺ อิบนุ
ฮานิอฺ) กล่าวว่า “ฉันจึงได้ไปหาอะลีย์ (ถามเขาเรื่องนั้น)
เขาได้เล่าเรื่องจากท่านนบี  ในทำนองเดียวกันนั้น”

          และอิบนุ อับดุล บัรริ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ
ได้กลาวไว้ในหนังสือ “อัลอิสตีอ๊าบ” (เล่มที่ 3 หน้าที่ 51 ฮาชิยะตุลอิซอบะฮฺ)
ท่านอะฮฺมัด อิบนุ ฮัมบัล และอิสมาอีล อิบนุ อิสฮาก อัลกอฎีย์
ทั้งสองกล่าวว่า
“ไม่มีผู้รายงานในเรื่องเกี่ยวกับความประเสริฐของซอฮาบะฮฺคนใดจากบรรดาซอฮาบะฮฺ
ด้วยสายรายงามที่ดีงามเชื่อถือได้
ดังที่ถูกรายงานเกี่ยวกับความประเสริฐของท่านอะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ และอะฮฺมัด
อิบนุ ชุอัยบ์ อิบนุ อะลีย์ และอันนะซาอีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกัน”

          และอิบนุ อัลดุลบัรริ ก็ได้กล่าวไว้เช่นกัน
(ในหนังสือเล่มดังกล่าว เล่มที่ 3 หน้าที่ 47) ว่า
 “ได้มีผู้ถามท่านอัลฮะซัน อิบนุ อะบิลฮะซัน
อัลบัศรีย์ ถึงท่านอะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เขาตอบว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ท่านอะลีย์นั้น
เป็นลูกธนูของอัลลอฮฺที่เที่ยงตรงต่อบรรดาเป้าหมายที่พุ่งเป้าเข้าใส่ศัตรูของพระองค์
และเป็นผู้ที่รู้จักกันดียิ่ง ณ อัลลอฮฺ แห่งประชาชาตินี้ว่า เป็นผู้มีความประเสริฐ
เป็นผู้มาก่อนใคร (นับเป็นคนแรกที่เข้ารับอิสลามที่มีอายุน้อยที่สุด)
เป็นผู้ใกล้ชิดกับท่านร่อซูล  มากที่สุดแห่งประชาชาตินี้ เขาไม่เคยหลับใหล
ไม่เคยทอดทิ้งคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ ไม่เคยถูกตำหนิในเรื่องศาสนาของอัลลอฮฺ
ไม่เคยถูกตำหนิ ไม่เคยถูกกล่าวหาด้วยข้อหายักยอกทรัพย์สินของอัลลอฮฺ
เขาได้มอบความเด็ดขาดของอัลกุรอานให้แก่อัลกุรอาน ดังนั้น
เขาจึงปลอดภัยโดยได้รับสวนสวรรค์ที่สวยหรูเป็นการตอบแทน คนที่กล่าวมานั้นคือ อะลีย์
อิบนุ อบีฏอลิบ โอ้ ลุกั๊วะ!”

          ท่านอิบนุ อับดุลบัรริ ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกัน
ในหนังสือ “อัลอิสตีอ๊าบ” เล่มที่ 3 หน้าที่ 52 ว่า “อัลอะซอมมุ” ได้รายงานจาก
อับบ๊าส อัดเดารีย์ จากยะฮฺยา อิบนิ มะอีน เขากล่าวว่า “คนที่ดีที่สุดแห่งประชาชาตินี้รองลงมาจากนบีของเรา คือ ท่านอบูบักรฺ
ท่านอุมัร ถัดมา คือ ท่านอุสมาน และถัดมาคือ ท่านอะลีย์
การเรียงลำดับนี้ถือเป็นมัซฮับของเรา และเป็นทัศนะของบรรดาอิมามของพวกเรา”

          ท่านอิบนุ อับดุลบัรริ ได้กล่าวไว้อีกเช่นกัน
(ในหนังสือเล่มดังกล่าวในหน้าที่ 65) ว่า “อบูอะฮฺมัด อัซซุบัยรีย์
และผู้อื่นนอกจาก (อบู อะฮฺมัด) ได้รายงานจาก มาลิก อิบนิ มิฆวัล จากอุกัยลิ
จากอัชชะอฺบีย์ ได้กล่าวว่า
“อัลกอมะฮฺ”
กล่าวแก่ฉันว่า “ท่านรู้ไหมว่าท่านอะลีย์เปรียบเสมือนอะไรในประชาชาตินี้
?
ฉันกล่าวว่า “แล้วท่านเปรียบเสมือนอะไรเล่า ?”
(อัชชะอฺบีย์) กล่าวว่า “เขา (อะลีย์) เปรียบเสมือนท่านนบีอีซา อิบนุ
มัรยัม ซึ่งมีประชาชาติกลุ่มหนึ่งรักเขา จนกระทั่งได้ตายไปด้วยกับความรักในตัวเขา
(อีซา) และประชาชาติอีกกลุ่มหนึ่งโกรธแค้นเขา
จนกระทั่งได้ตายไปด้วยกับความโกรธแค้นในตัวเขา(อีซา)”

          ผู้ถูกเปรียบเทียบตามความหมายของอัลกอมะฮฺ คือ
พวก “ยะฮูดีย์” และพวก “นะซอรอ” นั่นเอง
และในอัลมุชับบะฮฺ (ผู้ที่ถูกมองว่าเหมือนพวกนั้น) คือ พวก
“อัลคอวาริจญ์”
(พวกที่มีความขัดแย้งแล้วได้วางแผนสังหารท่านอะลีย์) และพวก
“อัรรอฟิเฎาะฮฺ”

          อิบนุ อับดุลบัรริ
ได้กล่าวไว้อีกเช่นเดียวกันในหนังสือ “อัลอิสตีอ๊าบ”  (เล่มที่ 3
หน้าที่ 33) ว่า
อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ”
เห็นพ้องต้องกันว่า ท่านอะลีย์ได้มีโอกาสทำละหมาดหันหน้าไปยังสองกิบละฮฺ
(บัยตุลมักดิส และ อัลก๊ะอฺบ๊ะฮฺ) ท่านได้อพยพจากบ้านเกิดของท่าน
และได้เข้าร่วมสมรภูมิ บัดรฺ อัลฮุดัยบียะฮฺ และสมรภูมิอื่นๆที่นอกเหนือจากนั้น
และท่านได้รับการทดสอบที่เจ็บปวด ณ สมรภูมิบัดริ สมรภูมิอุฮุด สมรภูมิอัลคอนดั๊ก
สมรภูมิคอยบัร  นับเป็นการทดสอบที่ปวดร้าวอย่างยิ่งใหญ่ (ทั้งร่างกายและจิตใจ)
ท่านเป็นผู้ที่สุดจะพรรณนาถึงในสมรภูมิเหล่านั้น
ท่านทำหน้าที่ของท่านในสมรภูมิต่างๆในฐานะตำแห่งอันทรงเกียรติ
และท่านเป็นผู้ถือธงของท่านร่อซูล  ในสถานที่สำคัญๆมากมาย และในวันที่เกิดสมรภูมิบัดริ
ท่านได้เป็นผู้ถือธงของท่านร่อซูล
ซึ่งก็เป็นกรณีที่มีความเห็นขัดแย้งกันว่าใครจะเป็รผู้ถือธงของท่านร่อซูล  และในวันที่เกิดสมรภูมิอุฮุดในขณะที่ท่านมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ
ได้ถูกสังหาร ซึ่งในขณะนั้นธงอยู่ในมือของท่านร่อซูล(ซ.ล.) 
และท่านได้นำเอาธงนั้นส่งต่อให้ท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

          ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “มินฮาจญุซซุนนะฮฺ” (เล่มที่ 6 หน้าที่ 178) ว่า
“และอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น
บุคคลทั้งสอง (ท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ) ยังคงเป็นผู้ให้เกียรติ
ให้การยกย่องอย่างสูงสุดทุกวิถีทาง
ยิ่งกว่านั้นท่านยังยกย่องให้เกียรติกับตระกูลฮาชิมทุกคน
มากกว่าคนอื่นๆในเรื่องเกี่ยวกับการมอบของกำนัลให้
ก็เพราะท่านทั้งสองได้ให้ความสำคัญกับท่านอะลีย์ ทั้งในด้านตำแหน่ง ด้านเกียรติยศ
ด้านความรัก ด้านการยอมรับ ด้านการให้การสรรเสริญ และในด้านให้การเทิดทูนเกียรติ
ท่านทั้งสอง (อบูบักรฺ และอุมัรฺ)
ได้ปฏิบัติต่อบรรดาผู้ที่อยู่ในฐานะเดียวกับท่านอะลีย์
เช่นเดียวกันกับที่ได้ปฏิบัติต่อท่านอะลีย์
และท่านทั้งสองจะให้เกียรติยกย่องท่านอะลีย์ ซึ่งเป็นไปตามที่อัลลอฮฺ อัซซะวะญั้ล
ได้ทรงให้เกียรติแก่ท่านอะลีย์เหนือกว่าบุคคลที่ไม่มีลักษณะเหมือนท่านอะลีย์
และทุกคนรู้ดีว่า ไม่เคยมีคำพูดหยาบคายไม่สุภาพกับท่านอะลีย์ออกมาจากท่านทั้งสองเลย
แม้คนในตระกูลฮาชิม สักคนก็ยังไม่เคยมีเช่นกัน”

          จนกระทั่งเขา (อิบนุ
ตัยมียะฮฺ) ได้พูดว่า “เช่นเดียวกับอะลีย์
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แน่นอน ท่านมีความรักอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอกับท่านทั้งสอง
(อบูบักรฺ และอุมัรฺ) ท่านให้การยอมรับ
ท่านให้การยกย่องให้เกียรติต่อท่านทั้งสองมากกว่าบรรดาประชาชาติทั่วๆไป
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงสภาพของท่านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไม่มีใครเคยได้ยินว่า
มีคำพูดหยาบคายไม่สุภาพออกมาจากท่านอะลีย์ ออกมาทำลายสิทธิของท่านทั้งสอง(อบูบักรฺ
และอุมัรฺ)เลย
ท่านอะลีย์ไม่เคยพูดว่าตัวท่านเป็นผู้เหมาะสมที่สุดต่อการบริหารปกครองยิ่งกว่าบุคคลทั้งสอง
ซึ่งสิ่งนี้เป็นที่ทราบกันดี สำหรับผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ฮะดีษต่างๆที่แข็งแรงถูกต้อง
ซึ่งเป็นการรายงานมาจากบุคคลมากมายหลายสายรายงาน
ไม่มีทางที่บุคคลที่รายงานเหล่านั้นจะรวมหัวโกหกได้
ไม่ว่าจะในเรื่องเฉพาะหรือเรื่องทั่วๆไป และที่สำคัญก็คือ
เป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้รายงานฮะดีษที่เป็นที่เชื่อถือได้ทั้งสิ้น"

          ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้อีกเช่นกันในหนังสือ
“มินฮาจญุซซุนนะฮฺ” (เล่มที่ 6 หน้าที่ 18) ว่า : “ส่วนท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น
อะฮฺลุซซุนนะฮฺ เคารพรักท่านอะลีย์ เป็นมิตรกับท่าน และพวกเขายืนยันว่า
ท่านเป็นหนึ่งใน “คุละฟาอฺ อัรรอชิดีน”
และเป็นผู้ปกครองที่เที่ยงธรรมคนหนึ่ง”

          และอิบนุ ฮะญะริน ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“อัตตั๊กรีบ” ว่า
“ท่านอะลีย์
อิบนุ อบีฏอลิบ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนุ ฮาชิม อัลฮาชิมีย์ ฮัยดะเราะฮฺ อบูตุรอบ
อบุลฮะซะนัยนิ เป็นลูกชายของลุงของท่านร่อซูล  และเป็นสามีของบุตรีของท่านร่อซูล เป็นบรรพชนรุ่นแรกคนหนึ่ง”

         
และมีนักวิชาการเป็นจำนวนมากได้ให้น้ำหนักว่า “ท่านอะลีย์เป็นผู้เข้ารับอิสลามคนแรก เป็นแนวหน้าของคนอาหรับ
และเป็นหนึ่งในจำนวนสิบท่าน (ที่ได้เข้าสวรรค์โดยไม่ต้องถูกสอบสวน)
ท่านได้เสียชีวิตลงในเดือนรอมฎอนปี ฮ.ศ.ที่ 40 ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น
ท่านเป็นบุคคลที่ประเสริฐกว่าใครในบรรดาผู้ที่มีชีวิตอยู่ในมวลมนุษย์บนหน้าแผ่นดินนี้
ดังกล่าวนี้นับเป็นมติเอกฉันท์ของ “อะฮฺลุซซุนนะฮฺ” ท่านมีอายุรวมได้ 63 ปี
ตามทัศนะที่มีน้ำหนักที่สุด”

          สำหรับท่านอะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
นั้นมีบุตรชาย 15 คน และบุตรสาว 18 คน อัลอามิรีย์ได้ระเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ
“อัรริยาฎุลมุสตะฏอบะฮฺ” จากกลุ่มผู้รายงานฮะดีษของซอฮิฮัยนฺ ในหมู่ซอฮาบะฮฺ
(หน้าที่ 180) แล้วอัลามิรีย์ยังได้ระบุชื่อบรรดาท่านเหล่านั้น
และได้ระบุชื่อบรรดามารดาของท่านเหล่านั้น แล้วก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ลูกๆของท่านอะลีย์ รุ่นท้ายๆ ได้แก่ อัลฮะซัน อัลฮุซัยนฺ มุฮัมมัด
อุมัร และอัลอับบ๊าส"

 อัลฮะซัน อิบนุ อะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา
ผู้เป็นหลานชายของท่านร่อซูล 
 

          อิบนุ อับดุลบัรริ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังือ
“อัลอิซตีอ๊าบ” (ในเล่มที่ 1 หน้าที่ 369 ฮาชียะฮฺ อัลอิซอบะฮฺ) ว่า :
   มี “อาซ๊าร” มากมายที่แข็งแรงเชื่อถือได้ (“อะซะรุน” บ้างก็ว่า
คือสิ่งที่ถูกอ้างอิงมาจากซอฮาบะฮฺ และตาบิอีน บ้างก็กล่าวว่า หมายถึง ฮะดีษ)
ที่มีรายงานมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายของบุคคลจำนวนมากมาย จากท่านนบี
อะลัยฮิซซอลาตุวัสสลาม ว่า ท่านนบีได้พูดถึงอัลฮะซัน อิบนุ อะลีย์ ว่า “ลูกชายของฉันคนนี้ เขาจะเป็นผู้นำ
และหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อที่เขาจะได้ทำการประนีประนอมระหว่างชนกลุ่มใหญ่ๆสองกลุ่มจากมวลมุสลิม”  
(บันทึกโดยซอฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่ง)

          และในฮะดีษของ อบีบักเราะฮฺ
มีปรากฏเกี่ยวกับกรณีนี้เช่นกันว่า “เขา(อัลฮะซัน)
เป็นลูกหลานของฉันในโลกดุนยานี้”

          และไม่มีความืดมนใดๆเป็นมลทินแก่บุคคลที่ท่านร่อซูล  ให้ชื่อว่าเขา “เป็นผู้นำ” (ซัยยิดัน)
“เป็นผู้ปกครอง”
ท่านอัลฮะซัน เราะฮฺมะตุ้ลลอฮิอะลัยฮิ
เป็นผู้ที่มีความรอบคอบ เป็นผู้ที่มีความเคร่งครัด ความประเสริฐ
ของท่านเรียกร้องให้ท่านสละอำนาจ และสละโลกดุนยานี้
โดยมีความปรารถนาในสิ่งที่มีอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา และท่านได้กล่าวว่า :

          “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า
ฉันไม่ชอบเลยตั้งแต่ฉันได้รู้ถึงสิ่งที่ทำให้เกิดคุณและโทษแก่ฉัน
ในการที่ฉันเข้ามาบริหารดูแลกิจการประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด  ต่อเมื่อการบริหารปกครองนี้
ทำให้แก้วที่ใช้กรอกเลือดต้องถูกเทเลือดให้ไหลนองออกมา”
(มีการฆ่าฟันกันจนเลือดไหลนอง)
และท่านเป็นผู้หนึ่งที่กระตือรือร้นในการช่วยเหลือท่านอุษมาน
และเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมปกป้องท่านอุษมาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

          อัซซะฮะบีย์ กล่าวถึงท่านอัลฮะซัน ไว้ในหนังสือ
“อัซซิยะริ” (เล่มที่ 3 หน้าที่ 245-246) ว่า “เขา
(อัลฮะซัน) เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าผู้ปกครอง เป็นลูกของท่านร่อซูล  เป็นหลานรักของท่าน (ที่เกิดมาจากบุตรีของท่านนบี)
และเป็นหัวหน้าของบรรดาเยาวชนคนหนุ่มชาวสวรรค์ เขาคือ อบู มุฮัมมัด อับกุรอชีย์
(แห่งเผ่ากุเรช) อัลฮาชิมี่ย์ (แห่งตระกูลฮาชิม) อัลมะดะนี่ยุ
(แห่งชาวเมืองมะดีนะฮฺ) ผู้เป็นชะฮีด”

          และท่านอัซซะฮะบีย์
ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวอีกเช่นเดียวกัน (ในเล่มที่ 3 หน้าที่ 253) ว่า
“แท้จริง ผู้นำคนนี้เป็นนักปกครอง
เป็นผู้มีลักษณะสง่างาม รูปหล่อ มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีเสน่ห์ ใจบุญ
เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ มีเมตตากรุณา เป็นคนยึดมั่นในศาสนา
เป็นคนเคร่งครัด อ่อนน้อมถ่อมตน มีภารกิจที่สำคัญยิ่ง”

          อิบนุ กะซี๊ร ได้กล่าวถึงท่านอัลฮะซัน ไว้ในหนังสือ
“อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ” (ในเล่มที่ 11 หน้าที่ 192 -193) ว่า “และแท้จริง ท่านอบูบักรฺ อัซซิดดี๊ก ได้ยกย่องให้เกียรติ
ให้ความสำคัญ และช่วยปกป้องระวังรักษาท่านอะลีย์ และท่านอุมัร
ก็ได้ปฏิบัติกับท่านอะลีย์ เช่นเดียวกับที่อบูบักรฺได้ปฏิบัติ”
แล้วยังได้พูดต่ออีกว่า “และท่านอุษมานก็เช่นเดียวกัน ท่านได้ให้เกียรติแก่
อัลฮะซัน และอัลฮุซัยนฺ และรักใคร่คนทั้งสอง และสำหรับอัลฮะซัน อิบนุ อะลีย์ ใน
“เยามุดด๊ารฺ” วันที่ท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟานถูกล้อมบ้าน
ในขณะนั้นท่านอัลฮะซันได้อยู่กับท่านอุษมาน และอยู่ในสภาพสะพายดาบติดตัว
เตรียมพร้อมที่จะป้องกันท่านอุษมาน แต่ท่านอุษมานมีความเป็นห่วงท่านฮะซัน
และได้ยืนยันกับท่านฮะซันว่า “พวกเหล่านั้นจะต้องกลับไปบ้านพวกเขาอย่างแน่นอน”
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการทำให้ท่านอะลีย์สบายใจ และมีความสงสารห่วงใยท่าน อัลฮะซัน
ร่อฎิยัลลิฮุอันฮุม”

 อัลฮุซัยนฺ อับนุ อะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ผู้เป็นหลานรักของท่านร่อซูล 
 

          อิบนุ อับดุลบัรริ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลอิซตีอ๊าบ” (เล่มที่ 1 หน้าที่ 377) ใน
“ฮาชียะตุ้ลอิซอบะฮฺ” ว่า “ท่านอัลฮุซัยนฺ
เป็นผู้ประเสริฐ ยึดมั่นในศาสนา เป็นผู้ถือศีลอด ทำการละหมาด
และทำฮัจญ์สม่ำเสมอ”

          อิบนุ ตัยมียยะฮฺ ได้กล่าวไว้ดังปรากฏอยู่ใน
“มัจญ์มู๊อฺ ฟะตะวา” ของท่าน (เล่มที่ 4 หน้าที่ 511) ว่า “และอัลฮุซัยนฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา
ได้ทรงให้เกียรติแก่ท่านด้วยการให้ท่านเสียชีวิต เป็นชะฮีดในวันนี้ (วันอาชูรออฺ
วันที่ 10 แห่งเดือน มุฮัรรอม) ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผู้ที่ลงมือสังหารท่าน หรือ
ผู้ที่ให้การสนับสนุนให้มีการสังหาร หรือ ผู้ที่พอใจกับการที่มีการสังหารท่าน
จะได้รับการดูถูกเหยียดหยาม และท่านเป็นผู้ดำเนินตามแบบฉบับที่ดีงามของบรรดา
“ชุฮะด๊าอฺ” ที่ล่วงลับไปก่อนท่าน แท้จริง ตัวท่าน
และพี่ชายของท่านเป็นผู้นำของบรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาวชาวสวรรค์
และท่านทั้งสองถูกอบรมบ่มนิสัยให้อยู่อย่างมีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีแห่งอิสลาม
ในการอพยพ การสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ และการอดทนต่ออันตรายในหนทางของอัลลอฮฺ
ท่านทั้งสองไม่ได้ประสบ (กับมัน)
เหมือนดังที่วงศ์วานของท่านนบีได้ประสบกับมันมาแล้ว ดังนั้น อัลลอฮฺตะอาลา
ได้ทรงให้เกียรติแก่ท่านทั้งสองด้วยการให้เป็นชะฮีด
เพื่อทำให้เกียรติของทั้งสองท่านครบถ้วนสมบูรณ์
และเป็นการยกระดับขั้นของท่านทั้งสองให้สูงส่งยิ่งขึ้น”

          และการสังหารท่าน (อัลฮุซัยนฺ)
นับเป็นเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวงยิ่ง อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกำหนดบัญญัติ
“อัลอิซติรญาอฺ” (ให้กล่าวว่า “อินนาลิ้ลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน”)
ขณะที่ประสบกับเคราะห์กรรมดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า :

          “และเจ้า (มุฮัมมัด)
จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ที่อดทนเถิด คือ
บรรดาผู้ที่เมื่อมีเคราะห์กรรมมาประสบแก่พวกเขา พวกเขาก็จะกล่าวว่า แท้จริง
พวกเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริง พวกเราจะต้องกลับไปสู่พระองค์
ชนเหล่านี้แหละ พวกเขาจะได้รับพร และได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา
และชนเหล่านี้แหละ คือ บรรดาผู้ที่ได้รับการชี้นำสู่หนทางที่ถูกต้อง”

(ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 2 :
155-157)

          อัซซะฮะบีย์ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ
ได้กล่าวถึงท่านไว้ในหนังสือ “อัซซิยะริ” (เล่มที่ 3 หน้าที่ 280) ว่า
“(อัลฮุซัยนฺ) เป็นผู้นำที่มีเกียรติ
มีความเพียบพร้อมทุกประการ เป็นหลานรักที่เกิดจากบุตรสาวของท่านร่อซูล
 และเป็นลูกของท่านในดุนยานี้
และเป็นที่รักของท่านร่อซูล เขาคือ อับดุลลอฮฺ อัลฮุซัยนฺ อิบนุ อะมีรุลมุอฺมินีน
อะบิล ฮะซัน อะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนุ ฮาชิม อิบนุ
อับดุมะนาฟ อิบนุ กุศ็อยอฺ อัลกุรอชีย์ อัลฮาชิมีย์”

          อิบนุ กะซี๊ร ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
“อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ”(เล่มที่1 หน้าที่ 476) ว่า “จุดมุ่งหมายในที่นี้ก็คือ อัลฮุซัยนฺ ได้อยู่ร่วมสมัยกับท่านร่อซูล
 และได้คลุกคลีกับท่านจนกระทั่งท่านร่อซูล  ได้สิ้นชีวิต ท่านนบีก็ยังคงความภาคภูมิใจ และพอใจในตัวหลานชายของท่าน
แต่ในขณะนั้น อัลฮุซัยนฺ ยังเยาว์วัยอยู่ ภายหลังจากท่านร่อซูลได้สิ้นชีวิต
ท่านอบูบักรฺ (อัซซิดดี๊ก) ก็ได้ยกย่องให้เกียรติ
ให้ความสำคัญกับท่านฮุซัยนฺเรื่อยมา ตลอดจนกระทั่งท่านอุมัรฺ และท่านอุษมาน
ก็ได้ปฏิบัติต่อท่านเช่นเดียวกับท่านอบูบักรฺ 

ท่านฮุซัยนฺ
ได้คลุกคลีเป็นเพื่อนติดตามบิดา (ท่านอะลีย์) ได้รายงานฮะดีษจากบิดาของท่าน
และได้เข้าร่วมในทุกสมรภูมิกับบิดา ทั้งในสมรภูมิอัลญะมัล และสมรภูมิซิฟฟัยนิ
และอัลฮุซัยนฺ
เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เกียรติเป็นอย่างมาก”


علوُّ مكانة أهل البيت عند الصحابة و
تابعيهم بإحسان

ฐานะอันทรงเกียรติของ “อะฮฺลุ้ลบัยติ”


ซอฮาบะฮฺ และบรรดาตาบิอีน

ตอนที่
2

 ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ

           อิบนุ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลอะกีดะตุลวาซีฏียะฮฺ” ว่า :

           และพวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ) จะรักใคร่ให้เกียรติวงศ์วานของท่านร่อซูล  และยอมรับให้เป็นผู้ปกครอง และเฝ้าจดคำสั่งเสียของท่านร่อซูล  ที่ได้กำชับเกี่ยวกับคนเหล่านั้น โดยที่ท่านได้กล่าวไว้ในวัน
“ฆอดีรคุม” ว่า :

            “ฉันขอเตือนพวกท่านให้กล่าวคำรำลึกถึงอัลลอฮ์
เกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน”

           และท่านนบี ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกับท่านอับบ๊าส ซึ่งเป็นลุงของท่าน
ขณะที่ได้ไปปรับทุกข์กับท่านนบีว่า “กุเรชบางคนทำกักฃฬะกับตระกูลฮาชิม” ท่านนบี กล่าวว่า :

           “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
พวกเขาจะยังไม่ศรัทธา (อีมาน) จนกว่าพวกเขาจะได้รักใคร่พวกท่านเพื่ออัลลอฮ์
และเพื่อการเป็นวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของฉัน”

           ท่านร่อซูล  กล่าวว่า : “แท้จริง อัลลอฮ์
ได้ทรงคัดเลือกเผ่ากินานะฮ์ มาจากลูกหลาน(บนี) ของท่านนบีอิสมาอีล
และทรงคัดเลือกกุเรชมาจากเผ่ากินานะฮ์ และทรงคัดเลือกตระกูลฮาชิมมาจากกุเรช
และทรงคัดเลือกฉันมาจากตระกูลฮาชิม”

           พวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) ถือว่าบรรดาภรรยาของท่านร่อซูล  เป็นมิตร และเป็นมารดาแห่งบรรดาผู้ศรัทธา และศรัทธาเชื่อมั่นว่า
บรรดาเธอเหล่านั้นเป็นภรรยาของท่านร่อซูลทั้งในโลกดุนยา และอาคิเราะฮ์ด้วย โดยเฉพาะท่านหญิงคอดีญะฮ์
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ซึ่งเธอเป็นมารดาของลูกๆของท่านร่อซูล 
เธอเป็นบุคคลแรกที่ได้ศรัทธาต่อท่านร่อซูล
เธอเป็นกำลังสำคัญที่สนับสนุนกิจการงานของท่านร่อซูล
และเธอเป็นผู้ที่ได้รับฐานะตำแหน่งอันสูงเกียรติจากท่านร่อซูล
เธอเป็นผู้มีความศรัทธามั่น เป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริตใจ

          
และท่านหญิงอาอิชะฮ์ ผู้ได้ฉายาว่า “อัซซิดดีเกาะฮฺ บินติ
อัซซิดดี๊ก”
เป็นบุตรีของผู้ที่ได้ชื่อว่า “อัซซิดดีกุ”
(ผู้มีความศรัทธามั่น ผู้มีความเชื่อมั่นอย่างสุจริตใจ) ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา
เธอเป็นบุคคลที่ท่านนบี  กล่าวถึงว่า :

قال فيها النبي صلى الله عليه وسلم : 

(( فضل عائشة على النساء كفضل الثريد على سائر الطعام
))


           “ความประเสริฐของอาอิชะฮฺ (ที่ประเสริฐเหนือกว่าสตรีทั้งหลาย) นั้น
เสมือนกับความประเสริฐของอัซซะรี๊ด (ข้าวโอ๊ดต้ม
มีลักษณะคล้ายข้าวต้มผสมนมและน้ำตาล)
ซึ่งดีกว่าอาหารทั่วๆไป”

           และพวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ)
จะทำตัวให้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางของพวก
“อัรรอวาฟิฎ”
ที่อาฆาต เคียดแค้น
และสาปแช่งด่าว่าบรรดาซอฮาบะฮฺ

           และพวกเขา
(อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) จะทำตัวให้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางของพวก
“อันนะวาศิบ”
(กลุ่มบุคคลที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับวงศ์วานของท่านร่อซูล)
เป็นผู้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แก่วงศ์วานของท่านร่อซูล  ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ

           ท่านอิบนุ
ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลวะซียะฮฺอัลกุบรอ”
เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “มัจญ์มู๊อฺ ฟะตาวา” (เล่มที่ 3 หน้าที่
407-408) ว่า :

          “และนอกจากนี้
วงศ์วานของท่านร่อซูล  ยังได้รับสิทธิต่างๆมากมายที่จำเป็นจะต้องให้ความเอาใจใส่จากสิทธิเหล่านั้น
เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกำหนดสิทธิ์ “อัลคุมุซ” (หนึ่งในห้าทรัพย์เชลย) และ
“อัลฟัยอุ” (ทรัพย์ที่ยึดได้จากศัตรูโดยมิได้เกิดการสู้รบกัน) ให้ท่านเหล่านั้น
และอัลลอฮฺตะอาลา ยังทรงกำชับให้ขอพรให้แก่ท่านเหล่านั้น
พร้อมกับการขอพรให้แก่ท่านร่อซูล  ซึ่งท่านร่อซูล  ได้กล่าวแก่พวกเราว่า

       
 “ท่านทั้งหลาย จงกล่าวเถิดว่า โอ้ อัลลอฮฺ!
ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพรแก่มุฮัมมัด และวงศ์วานของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานพรแด่อิบรอฮีมมาก่อนแล้ว
แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง
และขอพระองค์ได้ทรงประทานความเป็นศิริมงคลแด่มุฮัมมัด และแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานความเป็นสิริมงคลแด่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาก่อน
แท้จริง พระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญยิ่ง
และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่ง”

          
วงศ์วานของมุฮัมมัดนั้นคือ บุคคลที่ซอดะเกาะฮฺ (ซะกาต) เป็นที่ต้องห้าม
(ฮะรอม)  เช่นเดียวกับที่ท่านอิมาม อัชชาฟิอีย์ ท่านอิมาม อะฮฺมัด อิบนุ ฮัมบัล
และบรรดานักวิชาการอื่นๆ นอกเหนือจากท่านทั้งสอง ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า :
ท่านนบี  กล่าวว่า

           “แท้จริง
อัซซอดะเกาะฮฺ (ทานบริจาค) นั้นไม่เป็นที่อนุมัติ (ฮะรอม) แก่มุฮัมมัด
และไม่เป็นที่อนุมัติแก่วงศ์วานของมุฮัมมัด”

แท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา
ได้ทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :


قال الله تعالى :   … إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ
الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

 

(سورة الأحزاب  :
٣٣)

           "แท้จริง
อัลลอฮ์ทรงต้องการขจัดความผิดที่เป็นบาปให้พ้นไปจากพวกเจ้า โอ้ บรรดาวงศ์วาน
(ของนบี)
และพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
(ซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ :
33
)

         
“และพระองค์ทรงห้ามมิให้ท่านเหล่านั้นรับซอดะเก๊าะฮฺ (ทานบริจาค)
เพราะซอดะเกาะฮฺ เป็นเหงื่อไคลของผู้คนทั้งหลาย”

           ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ
ได้กล่าวไว้ดังปรากฎอยู่ใน “มัจญ์มู๊อฺ ฟะตะวา” ของท่าน (เล่มที่ 28 หน้าที่ 491)
ว่า : "จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความรักใคร่
ให้ความใกล้ชิดสนิดสนม ให้การช่วยเหลือต่อวงศ์วานของท่านร่อซูล  และต้องมีความระมัดระวังเอาใจใส่ในสิทธิของท่านเหล่านั้นอย่างแท้จริง”

 

 ท่านอิมาม อิบนุ กอยยิม
ร่อฺฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

           ท่านอิมาม อิบนุ กอยยิม
ได้กล่าวไว้ในการแจกแจงรายละเอียดถึงสาเหตุต่างๆ
ที่มีการยอมรับการตีความที่ไม่ถูกต้อง ไร้สาระ(อัลฟาซิด) ว่า :

         สาเหตุที่สาม
ผู้ที่ตีความหมายโดยอ้างอิงของเขาว่า นำมาจากผู้ที่มีขีดขั้นความสามรถสูง
มีชาติตระกูลดี เป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างกว้างไกล
เป็นที่ยอมรับของคนที่มีสติปัญญา มีมันสมอง
หรืออ้างอิงการตีความว่ามาจากวงศ์วานของท่านนบี  หรืออ้างว่า (การตีความหมายนี้) มาจากผู้ที่ได้รับการยกย่องชมเชย
ได้รับการสรรเสริญอย่างดีงามและมีสัจจะวาจาจากประชาชาติ (มุสลิม) การอ้างอิงเช่นนั้น
เพียงเพื่อต้องการให้การตีความมีผลเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหัวใจของบรรดาคนโง่เขลาเบาปัญญา
ดังกล่าว
นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องให้ความสำคัญกับคำพูดของบุคคลที่มีเกียรติ
มีระดับ ใหญ่โตของพวกเขา จนถึงขนาดยกย่องเทิดทูนคำพูด (ผู้ทรงเกียรติ)
ให้อยู่เหนือคำดำรัสของอัลลอฮ์ และคำพูดของท่านร่อซูลเสียอีก
และพวกเขาจะพูดว่า
เขาเป็นผู้รู้ในเรื่องของอัลลอฮ์มากกว่าพวกเรา

          
และด้วยแนวทางนี้เอง กลุ่ม “อัรรอฟิเฎาะฮฺ” กลุ่ม
“อัลบาฏินียะฮฺ” กลุ่ม “อัลอิสมาอีลียะฮฺ”
และกลุ่ม “อันนุซอยรียะฮฺ” จึงพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นเท็จ
และการตีความผิดๆ
ของพวกเขาให้สอดคล้องกันในช่วงเวลาที่พวกเขาพาดพิงสิ่งเหล่านั้นถึงวงศ์วานของท่านร่อซูล
 เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าบรรดามุสลิมนั้น
มีความเห็นตรงกันว่า : “จะต้องมีความรัก
และจะต้องยกย่องให้เกียรติต่อวงศ์วานของท่านร่อซูล

         ดังนั้น พวกเขา (กลุ่มอัรรอฟิเฎาะฮฺ
และกลุ่มอื่นๆ) จึงทำทีเข้ามาสังกัดอยู่กับกลุ่มมุสลิม และทำเป็นแสดงความรักใคร่
และยกย่องเทิดทูนบรรดาวงศ์วานท่านร่อซูล  ให้ปรากฏ และมีการระบุถึงเกียรติประวัติแห่งคุณงามความดีของท่านเหล่านั้น
ซึ่งล้วนเป็นสิ่งลวงให้ผู้ฟังคล้อยตามไปว่า
พวกเขาเป็นผู้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนวงศ์วานของท่านนบี ที่แท้จริง ภายหลังจากที่ผู้คนหลงเชื่อแล้ว
พวกเขาก็จะเริ่มโฆษณาชวนเชื่อสิ่งที่เป็นเท็จ และความเชื่อผิดๆ

โดยอ้างว่าสิ่งเหล่านั้น มาจากท่านเหล่านั้น ขอสาบานว่า
ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงที่ต้องเคารพอิบาดะฮฺนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น
มีจำนวนไม่รู้เท่าไหร่จากพวกที่ไม่ศรัทธาในอัลลอฮฺ พวกที่ไม่เลื่อมใสในศาสนา
และพวกก่ออุตริกรรมได้โฆษณาชวนเชื่อในเรื่องการมีพระเจ้า
ด้วยสาเหตุที่มีพฤติกรรมดังกล่าว
พวกเขาจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่อเลย
!

          
เมื่อท่านพิจารณาถึงสาเหตุนี้แล้ว
จะพบว่าในหัวใจของคนส่วนมากเขาจะไม่คิดอะไรนอกเหนือจากการนึกดี
คิดดีต่อผู้พูดเท่านั้น
ทั้งๆที่ผู้พูดได้พูดโดยมิได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมาจากอัลลอฮ์
ที่จะชักนำพวกเขาไปสู่ความรู้สึกดังกล่าว สิ่งนี้คือ
มรดกที่ได้มาด้วยการกินส่วนที่เหลือของผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนาของบรรดาร่อซูล
อันเป็นสิ่งที่มีการยืนหยัด
ยึดมั่นจากบรรดาบรรพบุรุษและบรรพชนที่ล่วงลับไป  นี่คือ
สภาพบุคคลที่ลอกเลียนแบบบุคคลที่เขายกย่องให้เกียรติ
แม้ว่าสิ่งที่ผู้ลอกเลียนจะได้กระทำในสิ่งที่ขัดกับความจริง
(และต้องเป็นไปอย่างนี้) ต่อไปจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮ์ (จากหนังสือ
“มุคตะศ็อร-อัซซอวาอิก อัลมุรซะละฮฺ” เล่มที่ 1 หน้าที่ 90)

 

 อัลฮาฟิซ อิบนุ กะซี๊ร ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

           ท่านอิบนุ กะซี๊ร
ได้กล่าวไว้ในตัฟซี๊รของท่านที่ได้อธิบายความหมายอายะฮฺในซูเราะฮฺ อัชชูรอ
หลังจากนั้นท่านได้ชี้แจงรายละเอียดว่า :

          ที่ถูกต้องแล้ว
การอธิบายอายะฮ์นี้ตามคำมุ่งหมายของคำว่า “อัลกุรบา” คือ
ตระกูลหนึ่งของเผ่ากุเรช ดังกล่าวนั้นมีอยู่ในตัฟซี๊รของท่านอิบนุ อับบ๊าส
สำหรับอายะฮ์นี้ ซึ่งมีระบุอยู่ในซอฮี๊ฮฺ อัลบุคอรีย์ ท่านได้กล่าวว่า
“เราจะไม่ปฏิเสธการกำชับสั่งเสียที่เน้นให้สนใจต่อวงศ์วานของท่านนบี
เราจะไม่ปฏิเสธคำสั่งใช้ให้ทำความดีงาม ให้เกียรติ ให้ความเคารพ
ให้ความนอบน้อมต่อท่านเหล่านั้น
เพราะท่านเหล่านั้นสืบมาจากเชื้อสายที่สะอาดบริสุทธิ์
มาจากครอบครัวที่สูงส่งที่สุดที่มีอยู่บนหน้าแผ่นดินนี้ สูงทั้งเกียรติยศ
ความรุ่งเรือง สูงทั้งวงศ์ตระกูล และสูงทั้งเชื้อสาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาท่านเหล่านั้นเป็นผู้ดำเนินตามแนวทางแห่งนบีที่ถูกต้องแจ่มแจ้งชัดเจน
เหมือนดังที่บรรพชนของบรรดาท่านเหล่านั้นได้ดำเนินตามมาแล้วก่อนหน้า อย่างเช่น
ท่านอัลอับบ๊าส และทายาทของท่าน ท่านอะลีย์ และวงศ์วานของท่าน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม
อัจญ์มะอีน

           หลังจากที่ท่านอิบนุ กะซี๊ร
ได้นำเอารายงานทั้งสองรายงานมาระบุ คือ จากท่านอบูบักรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
รายงานหนึ่ง และอีกรายงานหนึ่งจากท่านอุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
เกี่ยวกับเรื่องการเคารพยกย่องให้เกียรติวงศ์วานของท่านนบี
และแจกแจงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับฐานันดร
และตำแหน่งอันทรงศักดิ์ของบรรดาท่านเหล่านั้นแล้ว ท่านกล่าวว่า :

          
“ดังนั้น
โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว เชคทั้งสอง (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา)
เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุด ก็ย่อมจำเป็นที่ท่านทั้งสองจะต้องเป็นบุคคลเช่นนั้น
และด้วยเหตุนี้เอง ท่านทั้งสองจึงเป็นผู้ศรัทธา (มุอฺมินีน) ที่ประเสริฐ
ที่สุดรองลงมาจากท่านนบี และบรรดาร่อซูลทั้งมวล ขออัลลอฮ์ ทรงพอพระทัยท่านทั้งสอง
ตลอดจนบรรดาซอฮาบะฮ์ทั้งมวลด้วยเถิด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา วะ อัน ซาอิริซ ซอฮาบะติ
อัจญ์มะอีน”

 

 อัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญะริน ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ  

           ท่านอิบนุฮะญะริน
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ฟัตฮุลบารีย์” (เล่มที่ 3 หน้าที่ 11)
เกี่ยวกับฮะดีษในสายรายงานนั้น สืบจากท่านอะลีย์ บิน ฮุซัยนฺ บิน อะลีย์
จากท่านอะลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม

           ท่านอิบนุ ฮะญะริน กล่าวว่า
: “สายรายงานนี้เป็นสายรายงานที่ถูกต้องที่สุด
และเป็นสายรายงานที่มาจากประวัติบุคคลที่สูงศักดิ์ที่ได้มีปรากฏมา
เกี่ยวกับบุคคลที่รายงานฮะดีษมาจากผู้เป็นบิดาของเขา
และผู้เป็นปู่ของเขา”

 ชัยคุลอิสลาม มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

           สำหรับชัยคุลอิสลาม มุฮัมมัด
อิบนุ อับดุลวะฮาบ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ท่านมีบุตรชายหกคน และบุตรีหนึ่งคน คือ
อับดุลลอฮ์ อะลีย์ ฮะซัน ฮุซัยน์ อิบรอฮีม อับดุลอะซี๊ซ และฟาฏิมะฮฺ

โดยตั้งชื่อทั้งหมดให้เป็นชื่อเดียวกับวงศ์วานของท่านนบี นอกจาก อับดุลอะซี๊ซ
เท่านั้น สำหรับอับดุลลอฮฺ และอิบรอฮีมนั้น
ตั้งตามชื่อเช่นเดียวกับชื่อบุตรชายทั้งสองท่านนบี  ส่วนท่านที่เหลือคือ อะลีย์ ฟาฏิมะฮฺ ฮะซัน และฮุซัยนฺ นั้น เป็นบุตรเขย
บุตรสาว และหลานรักทั้งสองของท่านนบี  

           และการที่ท่านเลือกตั้งชื่อบุตรตามชื่อของบรรดาท่านเหล่านั้น
ย่อมแสดงให้เห็นว่า ท่านมีความรักความเคารพในวงศ์วานของท่านนบี  และให้เกียรติต่อท่านเหล่านั้นเป็นอย่างมาก และแน่นอน
ยังมีการนำชื่อเหล่านั้นมาตั้งเป็นชื่อหลานๆ
ของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกด้วย

 

           ในช่วงสุดท้ายของบทนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวยืนยันว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา
ได้ทรงประทานบุตรชาย และบุตรสาวให้แก่ข้าพเจ้าหลายคน
ข้าพเจ้าก็ได้ตั้งชื่อพวกเขาว่า อะลีย์ อัลฮะซัน อัลฮุซัยน์ ฟาฏิมะฮฺ
และตั้งชื่อเดียวกับบรรดามารดาของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งเจ็ดท่าน
และที่ข้าพเจ้าตั้งชื่อลูกๆของข้าพเจ้าให้ตรงกับชื่อของบรรดาท่านเหล่านั้นก็เพื่อรวมพวกเขาเข้าไว้กับบรรดาท่านเหล่านั้นในฐานะที่เป็นทั้งซอฮาบะฮ์
และเป็นญาติใกล้ชิดกับท่านนบี  นั่นเอง

          
บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น
ผู้ทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีความเคารพรักต่อบรรดาซอฮาบะฮฺของท่านร่อซูล  และต่อวงศ์วานของท่าน และข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อพระองค์
ได้ทรงให้ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณ (นิฮฺมะฮฺ) นี้ยาวนานตลอดไป
และขอพระองค์ได้ทรงคุ้มครองรักษาหัวใจของข้าพระองค์ให้พ้นจากความอิจฉาริษยา
ความอาฆาตมาดร้าย เคียดแค้นต่อผู้หนึ่งผู้ใดในบรรดาท่านเหล่านั้นเลย
และขอทรงคุ้มครองรักษาลิ้นของข้าพระองค์ให้ห่างไกลจากการกล่าวถึงท่านเหล่านั้นในทางที่เหมาะสมด้วยเถิด

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวว่า :

           “และบรรดาผู้ที่มาภายหลังจากพวกเขาเหล่านั้นจะกล่าวว่า
ข้าแต่พระเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเรา และพี่น้องของพวกเรา
ซึ่งพวกเขาเป็นผู้ศรัทธามาก่อนหน้าพวกเรามาแล้ว
และขอพระองค์อย่าได้ทรงให้มีความอาฆาตเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเรา
ต่อบรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้นเลย ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา แท้จริง
พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู เป็นผู้ทรงเมตตาเสมอ”   (ซูเราะฮฺอัลฮัชรฺ 59 :
10)


علوُّ مكانة أهل البيت عند الصحابة و
تابعيهم بإحسان

ฐานะอันทรงเกียรติของ “อะฮฺลุ้ลบัยติ”


ซอฮาบะฮฺ และบรรดาตาบิอีน

ตอนที่
1

 ท่านอบูบักรฺ อัซซิดดี๊ก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  

         ท่านอิมาม บุคอรีย์ ได้บันทึกไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน (ฮะดีษ
เลขที่ 3712) ว่า ท่านอบูบักรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวกับท่านอะลีย์
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า :

   “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แน่นอน
ด้วยกับการที่ท่านเป็นวงศ์ญาติใกล้ชิดของท่านรอซูล
ฉันจึงรักที่จะติดต่อสัมพันธ์กับท่านมากกว่าที่จะติดต่อสัมพันธ์กับวงศ์ญาติของฉันเองเสียอีก”
       

           ท่านบุคอรีย์ได้บันทึกไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่านเช่นกัน
(ฮะดีษเลขที่ 3713) จากท่านอิบนุ อุมัร จากท่านอบูบักรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา
กล่าวว่า :

         “พวกท่านทั้งหลาย
จงช่วยกันสอดส่องดูแลท่านนบีมุฮัมมัด
กับวงศ์วานของท่านด้วยเถิด”

          ท่านฮาฟิซ อิบนุ ฮะญะริน ได้กล่าวไว้ในการอธิบาย
(ชัรฮ์) ของท่านว่า “ท่านอบูบักรฺ
ได้กล่าวคำปราศรัยเช่นนั้นกับผู้คนทั้งหลาย
และได้กำชับสั่งเสียผู้คนทั้งหลายเพื่อให้ความสำคัญต่อวงศ์วานของท่านนบี  ฉะนั้น การเฝ้ามองดูของสิ่งหนึ่ง
ก็คือการคอยดูแลรักษาของสิ่งนั้นไว้นั่นเอง ดังนั้นคำพูดของท่านก็คือ “ขอให้พวกท่านจงดูแลรักษาท่านนบีกับบรรดาวงศ์วานเหล่านั้น
และจงอย่าก่อความรำคาญ
และจงอย่าสร้างความเลวร้ายให้กับท่านเหล่านั้นเลย”

ในซอฮี๊ฮฺ บุคอรีย์ (ฮะดีษเลขที่ 3542) จากอุกบะฮฺ อิบนุ ฮาริษ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า :


         “ท่านอบูบักรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ทำการละหมาดอัศริเสร็จ แล้วท่านก็เดินออกไป แล้วท่านได้มองไปเห็น อัลฮะซัน
กำลังเล่นอยู่กับบรรดาเด็กๆ ท่านก็ได้อุ้มอัลฮะซันขึ้นมาขี่คอท่าน และกล่าวว่า :
ฉันขอไถ่ชีวิตของเขาด้วยกับชีวิตบิดาของฉัน เขา(อัลฮะซัน) เหมือนกับท่านนบี
เขาไม่เหมือนอะลีย์เลย และท่านอะลีย์ก็หัวเราะ

          ท่านฮาฟิซ กล่าวอธิบายไว้ในหนังสือของท่านว่า :
คำพูดของอบูบักรฺที่ว่า “บิ อะบีย์”
ในคำพูดประโยคนี้มีคำที่ถูกตัดออกไป ที่จริงแล้วต้องกำหนดคำขึ้นมาคือ “ฉันขอไถ่ชีวิตของเขาด้วยกับชีวิตบิดาของฉัน”
ท่านฮาฟิซ ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ในฮะดีษนี้ได้กล่าวถึงความประเสริฐของท่านอบูบักรฺ
และความรักของท่านที่มีต่อวงศ์ญาติใกล้ชิดของท่านนบี  


 ท่านอุมัร อิบนุล ค็อฏฏ็อบ และท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา

          ท่านอิมาม บุคอรีย์ ได้บันทึกไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน
(ฮะดีษเลขที่ 1010 และ 3710) จากท่านอนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า :

          เมื่อผู้คนทั้งหลายประสบความแห้งแล้ง
ท่านอุมัรจะเป็นผู้ที่ขอฝนด้วยการอาศัยอ้างอิงท่านอับบ๊าสเป็นสื่อขออีกทีหนึ่ง
ท่านได้กล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ
เราเคยเป็นผู้ขอให้นบีของเราเป็นสื่อกลางเพื่อขอจากพระองค์
แล้วพระองค์ก็ทรงประทานน้ำฝนลงให้แก่เรา (และเมื่อท่านนบีจากไป)
เราขอเอาผู้เป็นลุงของนบีของเรามาเป็นสื่อกลางเพื่อขอจากพระองค์ ดังนั้น
ขอพระองค์ได้ทรงประทานฝนมาให้แก่เราด้วยเถิด”
ท่านอนัสกล่าวว่า
แล้วพวกเขาก็ได้รับน้ำฝน

          ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ตะวัซซุล”
ของท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กับท่านอัลอับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น เป็น
“ตะวัซซุล” ด้วยการขอให้ท่านอับบ๊าสช่วยขอดุอาอฺให้
ดังปรากฏสิ่งที่จะให้ความกระจ่างชัดนี้ในบางรายงาน ท่านอัลฮาฟิซได้ระบุรายงานต่างๆ
ในการอธิบายฮะดีษนี้ไว้ในบทที่ว่าด้วย “เรื่องการขอฝน” ในหนังสือ
“ฟัตฮุลบารีย์”

          การที่ท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ได้ตัดสินใจเลือกท่านอับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เพื่อให้เป็นสื่อกลาง
“ตะวัซซุล” ด้วยการให้ท่านขอดุอาอฺให้นั้น ในความเป็นจริงแล้ว
เพราะท่านอัลอับบ๊าส เป็นญาติที่ใกล้ชิดกับท่านร่อซูล  ด้วยเหตุนี้ ท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงได้กล่าวไว้ในการทำ
“ตะวัซซุล” ของท่านว่า “และแท้จริง
เราขอนำเอาผู้เป็นลุงของท่านนบีของเรามาเป็นสื่อกลางเพื่อขอดุอาอฺจากพระองค์”

ท่านอุมัรไม่ได้พูดว่า “ด้วยกับอับบ๊าส”

          เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
เป็นผู้ที่ประเสริฐกว่าท่านอับบ๊าส และท่านก็เป็นญาติใกล้ชิดกับท่านร่อซูล  แต่ท่านอับบ๊าสนั้นใกล้ชิดกับท่านร่อซูล  มากกว่าท่านอะลีย์ และหากท่านนบี มีมรดกตกทอดจากท่าน แน่นอน ท่านอับบ๊าส
จะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในมรดกนั้นก่อนผู้ใดโดยเป็นไปตามคำกล่าวของท่านร่อซูล  ที่ว่า :

          “พวกท่านจงแบ่งมรดกให้แก่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับตามสัดส่วนของมัน
(อัศฮาบุลฟุรู๊ฎ) และมรดกที่เหลือ ก็จงแบ่งให้แก่เพศชายที่ใกล้ชิดท่าน
ที่ใกล้ชิดที่สุด (ผู้ที่มีสิทธิ์ในอะซอบะฮฺ)"  
บันทึกโดย ท่านอิมาม อัลบุคอรีย์ และท่านอิมาม
มุสลิม

          และในบันทึกของซอฮี๊ฮฺทั้งสองจากฮะดีษของท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านนบี  พูดถึงลุงของท่าน (อัลอับบ๊าส) กับท่านอุมัรว่า :

          “ท่านไม่ทราบหรือว่า
ผู้เป็นลุงของผู้ชายนั้นนับเป็นหน่อที่แยกออกมาจากลำต้นเดียวกับบิดาของเขา“

          ในตัฟซีร อิบนิ กะซี๊ร 
ได้อธิบายอายาตของซูเราะฮฺอัชชูรอ ว่า ท่านอุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ
ได้กล่าวกับท่านอับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า :
ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า การเข้ารับอิสลามของท่าน (อับบ๊าส) ในวันนั้น
เป็นที่ชื่นชอบสำหรับฉันยิ่งกว่าการเข้ารับอิสลามของอัลค็อฎฎอบเสียอีก
ถ้าหากเขาเข้ารับอิสลาม เพราะการเข้ารับอิสลามของท่าน (อับบ๊าส)
เป็นที่ยินดีสำหรับท่านร่อซูล  ยิ่งกว่าการเข้ารับอิสลามของอัลค็อฏฏ็อบเป็นอย่างมาก”

ดังกล่าวนี้มีอยู่บันทึกของ อิบนุ ซะอ์ดฺ ในหนังสือ “อัฏเฏาะบะก็อต” (เล่มที่ 4
หน้าที่ 22-30)

          ในหนังสือ “อิกติฎออิศศิรอฎิลมุสตะกีม มุคอละฟะตุ
อัศฮาบิลญะฮีม” (เล่มที่ 1 หน้าที่ 446) ของท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ
ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ว่า
“เมื่อท่านอุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  ได้กำหนดรายการเงินกู้ให้เปล่า
ท่านได้บันทึกรายชื่อผู้คนตามลำดับเชื้อสายที่เหมาะสม
ซึ่งท่านจะเริ่มเรียงตั้งแต่บุคคลที่มีเชื้อสายใกล้ชิดกับท่านร่อซูลมากที่สุดเป็นลำดับแรก
และเมื่อเชื้อสายของคนอาหรับหมดแล้ว ท่านก็จะระบุบุคคลที่ไม่ใช่คนอาหรับ (อะญัม)
ตามมา การลงทะเบียนรายชื่อเช่นนี้มีมาตั้งแต่ในยุคสมัยของบรรดา
“คุละฟาอฺอัรรอชิดีน” ตลอดจนสมัยการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะฮ์
และสมัยราชวงศ์อับบ๊าส
เรื่อยมาจนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบหลังจากนั้น”

          ท่านอิบนุ ตัยมียยะฮฺ ได้กล่าวไว้อีก
(ในหนังสือดังกล่าวเล่มที่ 1 หน้าที่ 453) ว่า
“ท่านจงพิจารณาดูท่านอุมัรฺ อิบนุ ค็อฏฏ็อบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ในขณะที่ท่านได้ใส่รายชื่อบุคคลในทะเบียนรายชื่อเงินกู้ มีผู้คน
(ที่รับผิดชอบเรื่องนี้) กล่าวกับท่านว่า “ท่านอะมีริลมุอฺมินีน
ท่านก็เริ่มใส่ชื่อท่านลงไปเป็นคนแรกก่อนซิ”
 ท่านอุมัรกล่าวว่า “ไม่ได้
แต่ท่านทั้งหลายจงใส่ชื่ออุมัรฺไว้ตามที่พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้"

แล้วท่านก็ได้ใส่รายชื่อโดยเริ่มต้นด้วยวงศ์วานของท่านร่อซูล  เป็นอันดับต้น แล้วตามมาด้วยบุคคลถัดมา
จนกระทั่งเวียนมาถึงรอบของท่านอุมัรฺซึ่งอยู่ในตระกูลอะดีย์
ซึ่งเป็นตระกูลที่ห่างไกลจากเชื่อสายส่วนใหญ่ของเผ่ากุเรช”

          เนื้อหาข้างต้นนี้
ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องความประเสริฐของวงศ์วานของท่านนบี ที่มาจากซุนนะฮ์
คือฮะดีษที่ว่า : “ทุกสายสัมพันธ์
และทุกเชื้อสายต้องขาดสะบั้นลงในวันกิยามะฮ์ นอกจากสายสัมพันธ์
และเชื้อสายของฉัน(ท่านนบี) เท่านั้น”

          และสิ่งนี้เองที่ผลักดันให้ท่านอุมัรฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ไปขอหมั้น อุมมุ กัลซูม บุตรสาวของท่านอะลีย์มาเป็นภรรยา
และท่านอัล-อัลบานีย์ ได้ระบุฮะดีษนี้ไว้ในหนังสือ “อัซซิลซิละติซซอฮีฮะฮฺ” ภายใต้
(ฮะดีษเลขที่ 2036) สายรายงานฮะดีษนี้มาจากท่านอุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

          เป็นที่ทราบกันดีว่า บรรดาคุละฟาอฺ อัรรอชิดีน
ทั้งสี่ท่าน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม
(ผู้ปกครองผู้ยึดมั่นในหลักธรรมอย่างเที่ยงตรงทั้งสี่ท่าน) ล้วนเป็นพ่อตา-ลูกเขย
ท่านรอซูล ทั้งสิ้น ดังเช่น ท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ทั้งสองได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงด้วยการที่ท่านนบี  ได้สมรสกับบุตรสาวของท่านทั้งสอง คือ ท่านหญิง อาอิชะฮฺ และท่านหญิง
ฮัฟเซาะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา

          ส่วนท่านอุษมาน และท่านอะลีย์ได้รับเกียรติเป็นอย่างมาก
ในการที่ให้ท่านทั้งสองทำการสมรสกับบุตรสาวของท่านร่อซูล  โดยท่านอุษมานได้สมรสกับท่านหญิง รุกอยยะฮ์
และภายหลังจากที่ท่านหญิงได้เสียชีวิตลงไป
ท่านอุษมานก็ได้รับเกียรติให้สมรสกับน้องสาวของท่านหญิงรุกอยยะฮ์ คือท่านหญิง อุมมุ
กัลซูม ด้วยเหตุนี้ท่านอุษมานจึงได้รับการขนานนามว่า “เจ้าของรัศมีสองรัศมี” (ซุลนูรอยนิ)

          ในส่วนของท่านอะลีย์ ได้สมรสกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ซึ่งเป็นบุตรสาวคนสุดท้องของท่านนบี  และในหนังสือ “ซียัรอะอฺลาม อันนุบะลาอฺ” ของท่าน อัซซะฮะบีย์
และในหนังสือ “ตะฮฺซีบิตตะฮฺซี๊บ” ของท่านอิบนุ ฮะญะริน
ได้ระบุเกี่ยวกับประวัติของท่านอับบ๊าสว่า : 
“ท่านอับบ๊าสนั้น
เมื่อท่านเดินผ่านท่านอุมัรฺ และท่านอุษมาน ซึ่งขณะที่ท่านทั้งสองกำลังขี่พาหนะอยู่
ทั้งสองจะลงมายืนอยู่ด้านล่าง จนกว่าท่านอับบ๊าสจะผ่านไป
ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้เป็นลุงของท่านร่อซูล  


 ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุลอะซี๊ซ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

          ในหนังสือ “ฏอบะก็อต อิบนุ ซะอฺดิน (เล่มที่5 หน้าที่
333) และ (เล่มที่ 5 หน้าที่ 387–388) ด้วยสายรายงานของเขาที่สืบถึงฟาฏิมะฮฺ
บุตรสาวของท่านอะลีย์ อิบนุ อบูฏอลิบ เล่าว่า ท่านอุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ
ได้กล่าวแก่ฟาฏิมะฮฺว่า :

          “โอ้
บุตรีของท่านอะลีย์เอ๋ย! ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ไม่มีวงศ์วานใดบนหน้าแผ่นดินนี้
จะเป็นที่รักสำหรับฉันยิ่งไปกว่าพวกท่าน และแน่แท้
พวกท่านนั้นเป็นที่รักสำหรับฉันยิ่งกว่าวงศ์วานของฉันเองเสียอีก”

 

 อบูบักร อิบนุ อบูชัยบะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

          ในหนังสือ “ตะฮฺซีบิลกะมาล” ของอัลมิซซีย์
เกี่ยวกับประวัติของท่านอะลีย์ อิบนุ ฮุซัยนฺ อบูบักรฺ อิบนุ อบีชัยบะฮฺ
ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า :

          "สายรายงานทั้งหมดถือว่าแข็งแรงที่สุดคือ จากอัซซุฮฺรีย์
รายงานจากอะลีย์ อิบนุ ฮุซัยนฺ จากบิดาของเขา (อัลฮุซัยนฺ)
จากท่านอะลีย์”


فضائل أَهْلِ البيتِ في السنّة
المطهرة

     ความประเสริฐของ “อะฮฺลุ้ลบัยติ” ที่ปรากฏอยู่ใน
“อัซซุนนะฮฺ”

  • ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน (ฮะดีษเลขที่ 2276)
    จากรายงานของ ท่านวาซิละฮฺ บุตร อัลอัชเก๊าะอฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
    ฉันได้ยินท่านร่อซูล
    กล่าวว่า :
     


عن واثلة بن الأسقع رصي الله عنه قال :
سمعت رسول الله صلى الله عليه وسلّم يقول

(( إنّ الله اصطفى كنا نة من ولد إسماعيل ، واصطفى قريشا من كنانة واصطفى من قريش بنى هاشم ،
واصطفاني من بنى هاشم ))


 

رواه مسلم في
صحيحه
  

          "แท้จริง อัลลอฮ์
ได้ทรงคัดเลือกเผ่ากินานะฮฺมาจากลูกหลานของท่านนบีอิสมาอีล
และคัดเลือกกุเรชมาจากเผ่ากินานะฮ์ และคัดเลือกตระกูลฮาชิมมาจากกุเรช
และพระองค์ทรงคัดเลือกฉันมาจากตระกูลฮาชิม"

  • และท่านอิมาม
    มุสลิมได้บันทึกไว้ในซอฮีฮฺของท่าน (ฮะดีสเลขที่ 2424) จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ
    ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า :

          “ท่านนบีได้ออกมานอกบ้านในตอนเช้า
และท่านคลุมผ้าห่มสีดำถักลวดลายเป็นรูปขบวนอูฐซึ่งทอมาจากขนสัตว์
ขณะนั้นท่านอัลฮะซันบุตรท่านอะลีย์ได้มาหาท่าน ท่านก็เรียกให้เขามาอยู่กับท่าน
ต่อมาท่านฮุซัยนฺได้มาหาท่าน ท่านก็ได้เรียกเข้ามาอยู่กับท่าน จากนั้นต่อมา
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺก็มาหาท่าน ท่านก็เรียกให้เข้ามาอยู่กับท่าน
และต่อมาท่านอะลีย์ก็ตามมา ท่านได้เรียกให้เข้ามาอยู่ร่วมกับท่านในผ้าห่มผืนนั้น
แล้วท่านก็กล่าวอายะฮฺที่ว่า :



قال الله تعالى :   … إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ
الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

 

(سورة الأحزاب  :
٣٣)

         "แท้จริง อัลลอฮ์ทรงตองการขจัดความผิดที่เป็นบาปให้พ้นไปจากพวกเจ้า
โอ้ บรรดาวงศ์วาน (ของนบี)
และพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
(ซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ :
33
)

  • และท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน
    (ฮะดีษเลขที่ 2404) จากฮะดีษซะอ์ดฺ อิบนิ อะบีวักก็อศ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
    เมื่ออายะฮ์นี้ถูกประทานลงมา



قال الله تعالى :   … فَقُلْ تَعَالَوْا
نَدْعُ أَبْنَاءَنَا وَأَبْنَاءَكُمْ
.
  ..

(سورة آل عمران  :
٦١)

        
“ดังนั้น
มุฮัมมัดจงกล่าวเถิดว่า พวกท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะเรียกบรรดาลูกหลานของเรา
และบรรดาลูกหลานของพวกท่านมา”
(ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน : 61)

          ท่านรอซูล
ได้เรียกท่านอะลีย์ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านฮะซัน และท่านฮุซัยนฺ มาหาท่าน
แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า : “โอ้ อัลลอฮ์
บุคคลเหล่านี้เป็นวงศ์วานของฉัน”

  • ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน
    (ฮะดีษเลขที่ 2408) ด้วยสายรายงานของท่าน จากท่านยะซีด บุตรท่าน ฮัยยาน กล่าวว่า
    ฉัน(ฮุซอยนฺ) บุตร ซะมุเราะฮฺ และอุมัร บุตร มุสลิม ได้พากันไปหา ซัยดฺ บุตร
    อัรฺกอม เมื่อพวกเราเข้าไปนั่งอยู่กับเขา ฮุซอยนฺ ได้พูดกับเขาว่า : 

“แน่แท้ ท่านได้พบเห็นความดีงามอย่างมากมาย โอ้ ซัยดฺเอ๋ย
ท่านได้เห็นท่านรอซูล
ท่านได้ยินฮะดีษจากท่านนบี ท่านมีโอกาสออกไปร่วมทำสงครามกับท่านรอซูล
ท่านเคยได้ละหมาดอยู่ข้างหลังท่านรอซูล แน่นอน ท่านได้ประสบกับความดีงามอันมากมาย
โอ้ ซัยดฺเอ๋ย กรุณาเล่าถึงสิ่งที่ท่านได้ยินได้ฟังมาจากท่านรอซูล
ให้เราฟังหน่อยเถิด โอ้ ซัยดฺ”

ซัยดฺกล่าวว่า : “โอ้น้องชายของฉัน ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า อายุของฉันก็มากแล้ว
ความรู้ของฉันก็เนิ่นนานมาแล้ว
และฉันเองก็ลืมไปบ้างแล้วในบางส่วนที่ฉันเคยจำมาจากท่านรอซูล
ฉะนั้น สิ่งใดที่ฉันเล่าให้พวกท่านฟังก็จงรับเอาไว้
และสิ่งใดที่ฉันไม่ได้เล่าให้ฟัง พวกท่านก็อย่าบังคับให้ฉันเล่ามันเลย”

แล้วท่านซัยดฺก็เล่าวว่า “ท่านรอซูล
ได้ลุกขึ้นออกมากล่าวคำปราศรัยแก่พวกเราในวันหนึ่ง ณ บ่อน้ำที่มีชื่อว่า “คุม”
ซึ่งอยู่ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ ท่านได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์
และกล่าวสดุดีแด่พระองค์ แล้วท่านรอซูลได้กล่าวสั่งสอน แนะนำและตักเตือน
หลังจากนั้นท่านก็กล่าวคำว่า :

          “อัมมาบะอ์ดฺ” (เป็นคำที่นำมาใช้กล่าวในการปราศรัย
ซึ่งบอกถึงเมื่อมีการเปลี่ยนเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) พึงรู้เถิด
โอ้ ผู้คนทั้งหลาย ! แท้จริงฉันเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา
หากจะมีร่อซูลคนหนึ่งแห่งพระเจ้าของฉันใกล้จะมา ฉันก็จะตอบรับ (ศรัทธา)
ฉันได้ทิ้งของสำคัญยิ่งไว้สองอย่างแก่พวกท่าน
หนึ่งในสองอย่างนั้นมีคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซึ่งจะนำไปสู่ทางที่ถูกต้อง
และแสงสว่างอยู่ในคัมภีร์นั้น ดังนั้น
พวกท่านทั้งหลายจงนำเอาคัมภีร์ของอัลลอฮ์มาปฏิบัติตาม และจงยึดไว้ให้มั่น
ท่านนบีส่งเสริมให้ปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ
และสนับสนุนให้ยึดไว้ให้มั่น

แล้วท่านนบีได้กล่าวต่อไปว่า “และวงศ์วานของฉัน”
ฉันขอเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงอัลลอฮ์เกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน (อะฮฺลุ้ลบัยติ)
ฉันขอเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงอัลลอฮฺเกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน

ฮุซอยนฺได้กล่าวกับซัยดฺว่า : ใครบ้างที่เป็นวงศ์วานของท่านนบี โอ้ ซัยดฺ ?
บรรดาภรรยาของท่านนบีก็เป็นวงศ์วานของท่านนบีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม
วงศ์วานของท่าน คือ บุคคลที่ “อัซซอดะเกาะฮฺ” เป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม)
หลังจากท่านนบี

ฮุซอยนฺ ถามว่า : พวกเขาคือใคร ?

ซัยดฺได้ตอบว่า : พวกเขาคือวงศ์วานของท่านอะลีย์ วงศ์วานของท่านอะกีล
วงศ์วานของท่านญะอฺฟัร และวงศ์วานของท่านอับบ๊าส

ฮุซอยนฺ ถามว่า : บุคคลทั้งหมดนั้นซอดะเกาะฮฺเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม)
สำหรับพวกเขาใช่หรือไม่ ?

ซัยดฺ กล่าวตอบว่า : ใช่แล้ว !

———————————————–

และอีกถ้อยคำหนึ่งที่ว่า : “แล้วเราพูดว่า ใครคือวงศ์วานของท่านนบี ?
บรรดาภรรยาของท่านกระนั้นหรือ ? "

ซัยดฺ กล่าวว่า : ไม่ใช่ ! ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้หญิง(ภรรยา)
นั้นจะอยู่กับผู้ชาย(สามี) เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ต่อมาเมื่อสามีหย่าขาดจากนาง นางก็จะต้องกลับไปอยู่กับบิดาของนางและพวกพ้องของนาง
วงศ์วานของท่านนบี คือ ตระกูลเดิม
กลุ่มชนดั้งเดิมของท่านที่พวกเขาถูกห้ามมิให้รับซอดะเกาะฮฺ
ภายหลังจากท่านนบี”

 

ณ จุดนี้
ข้าพเจ้าใครขอเตือนให้พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
;

ประเด็นที่หนึ่ง :

          การที่ระบุถึงท่านอะลีย์
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และบุตรของท่านทั้งสอง ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม ไว้ในฮะดีษ
“อัลกิซาอฺ” (เสื้อคลุม) และฮะดีษ
“อัลมุบาฮะละฮฺ”
(ต่างสาปแช่งกัน) ที่ได้ผ่านมาแล้วทั้งสองฮะดีษ
ไม่ได้บ่งบอกว่า อะฮฺลุ้ลบัยติ จำกัดไว้เพียงเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงการบอกให้รู้ว่า
ท่านเหล่านั้นเป็นวงศ์วานของท่านนบีที่ใกล้ชิดที่สุด
เป็นบุคคลที่สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปอยู่ภายใต้คำว่า (วงศ์วาน)
ซึ่งก็ได้กล่าวไว้ในรายละเอียดของเรื่องนั้นมาแล้ว

ประเด็นที่สอง :

          การที่ซัยดฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ระบุถึงวงศ์วานของท่านอะกีล วงศ์วานของท่านอะลีย์
วงศ์วานของท่านญะอฺฟัร และวงศ์วานของท่านอัลอับบ๊าสนั้น
มิได้เป็นการบ่งชี้ว่าซอดะเกาะฮฺถูกห้ามเฉพาะคนเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่รวมถึงผู้อื่นด้วย
ที่จริงแล้ว
มันถูกห้ามแก่มุสลิมทั้งชายและหญิงที่มาจากสายสกุลของท่านอับดุลมุฏฏอลิบ 
ดังที่ได้นำเอาฮะดีษของท่านอับดุลมุฏฏอลิบ บุตร รอบีอะฮฺ บุตร อัลฮาริษ
บุตรอับดุลมุฏฏอลิบ ที่มีปรากฏอยู่ในซอฮี๊ฮฺมุสลิม และได้นำมากล่าวไว้แล้วในตอนต้น
เรื่องการห้ามรับซอดะเกาะฮฺ
ซึ่งอยู่ในฮะดีษที่มีความหมายครอยคลุมรวมถึงลูกหลานของรอบีอะฮฺ บุตร อัลฮาริษ บุตร
อับดุลมุฏฏอลิบ ด้วย

ประเด็นที่สาม :

          ได้มีการนำเสนอหลักฐานจากอัลกุรอาน และซุนนะฮ์ว่า
บรรดาภรรยาของท่านนบี
เป็นวงศ์วานของท่านนบี และมีการชี้แจงไปแล้วว่า
บรรดาเธอเหล่านั้นอยู่ในกลุ่มบุคคลที่ซอดะเกาะฮฺเป็นที่ต้องห้าม(ฮะรอม) 
ส่วนสิ่งที่มีปรากฏอยู่ในคำพูดของซัยดฺ ที่ว่า
“บรรดาเธอเหล่านั้นเข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย” ตามรายงานแรก
และในรายงานที่สองระบุว่า
“บรรดาเธอเหล่านั้นไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย”

          ฉะนั้น
ในรายงานที่สองที่ได้ระบุว่า
“บรรดาเธอเหล่านั้นไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย” แท้จริงแล้ว
ข้อความนี้คู่ควรเหมาะสมใช้กับบรรดาภรรยาทั่วไป ไม่ได้หมายถึง บรรดาภรรยาของท่านนบี
“เพราะว่าบรรดาภรรยาของท่านนบี
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุนนะ นั้น มีความผูกพันกันกับท่านนบี คล้ายกับเชื้อสาย
เพราะการผูกพันของพวกเธอที่มีต่อท่านนบีนั้น มิใช่ถูกยกขึ้นให้โดดเด่นเพียงชั่วขณะ
แต่เธอเหล่านั้นเป็นภรรยาของท่านนบีทั้งในโลกนี้ และโลกอาคิเราะฮฺ”

ดังที่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้วจากคำพูดของท่าน อิบนุล กอยยิม
ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ 

ประเด็นที่สี่ :

         
“อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” คือ
ผู้ที่มีความสุขใจในการปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่านนบี  เกี่ยวกับวงศ์วานของท่านซึ่งมีปรากฏอยู่ในฮะดีษนี้
เพราะพวกเขารักใคร่และยอมรับในบุคคลเหล่านั้น
อีกทั้งยังยกย่องให้อยู่ในฐานะตำแหน่งที่คู่ควรและเหมาะสมด้วยความยุติธรรมและเที่ยงธรรม

          ส่วนคนอื่นๆนั้น
ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้พูดไว้ในหนังสือ “มัจญ์มู๊อฺ ฟะตาวา” ของท่าน (เล่มที่4
หน้าที่ 419) มีความว่า “คนที่ทำตัวห่างไกลต่อคำสั่งเสียนี้มากที่สุดคือ
“พวกรอฟิเฎาะฮฺ” (กลุ่มบุคคลจากพวกชีอะฮฺ) ซึ่งพวกเขาอนุญาตให้ทำลายชื่อเสียง
และพูดจาใส่ร้ายป้ายสี บรรดาซอฮาบะฮฺของท่านนบี
สาเหตุที่พวกเขาถูกเรียกเช่นนั้น เนื่องจากบุคคลในยุคต้นๆของพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับ
ซัยดฺ บุตรของท่านอะลีย์ บุตรท่านอัลฮุซัยนฺ บุตรท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม
ขณะที่ท่านห้ามมิให้พวกเขาพูดจาใส่ร้ายป้านสีท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา”
เพราะพวกเขาเกลียดชังอับบ๊าส
และผู้สืบเชื้อสายจากท่าน
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเกลียดชังและทำตัวเป็นศัตรูกับบรรดา
“อะฮฺลุซซุนนะฮฺ”
และยังช่วยเหลือสนับสนุนบรรดาพวกกุฟฟ๊ารฺให้ทำลายล้างพวก
“อะฮฺลุซซุนนะฮฺ” อีกด้วย และฮะดีษที่ว่า
:

وحديث (( كل سبب ونسب منقطع يوم القيامة إلاسيي
ونسبي))

          “ทุกสายสัมพันธ์ และทุกเชื้อสายต้องแตกสลายในวันกิยามะฮฺ
นอกจากสายสัมพันธ์ และเชื้อสายของฉันเท่านั้น”

          ท่านชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
นำเสนอฮะดีสนี้ไว้ในหนังสือ “อัซซิลซิละฮฺ อัซซอฮีฮะฮฺ” (ฮะดีษเลขที่
2036)

          อ้างถึงสายรายงานถึงท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ
อับบ๊าส ท่านอุมัร ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร และท่านอัลมิซวัร บุตร มัครอมะฮฺ
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม และท่าน อัล-บานีย์ ได้ระบุถึงผู้ที่รายงานฮะดีษว่า
ได้นำมาจากบุคคลเหล่านั้น และยังกล่าวว่า :  “สรุปแล้ว
ฮะดีษนี้มีผู้รายงานเป็นจำนวนมาก โดยรวมแล้วถือว่าเป็นฮะดีษซอฮี๊ฮฺ”
อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง (วัลลอฮุอะฮฺลัม)

          ในบางกระแสรายงานระบุว่าฮะดีษนี้
เป็นฮะดีษที่ทำให้ท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ปรารถนาจะแต่งงานกับ อุมมุ กัลซูม
บุตรสาว ของท่านอะลีย์ ซึ่งเกิดจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
อะนิลญะเมี๊ยะอฺ อีกด้วย

 

          ท่านอิมาม อะฮฺมัด
ได้บันทึกไว้ในมุซนัดของท่าน (ในเล่มที่ 5 ฮะดีษเลขที่ 374) จากอับดุร็อซซ๊าก
ได้มาจากมะอฺมัรฺ ได้มาจาก อิบนุ ฏอวูส ได้มาจากอบีบักรฺ บุตร มุฮัมมัด บุตร อัมรฺ
บุตรฮัซมฺ ได้รับมาจากซอฮาบะฮฺท่านหนึ่งของท่านนบี
ซึ่งได้ยินท่านนบี กล่าวเป็นประจำว่า :



عن النبي صلى الله عليه وسلّم أنه كان يقول : 

(( اللهم صل على محمّد وعلى أهل بيت وعلى أزواجه وذريته كما صليت على
آل إبراهيم إنك حميد مجيد
 

وبارك على محمّد وعلى أهل بيت وعلى أزواجه وذريته كما باركت
على آل إبراهيم إنك حميد مجيد

))

          “โอ้อัลลอฮ์
ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพรให้แก่มุฮัมมัด แก่บรรดาวงศ์วานของมุฮัมมัด
แก่บรรดาภรรยาของมุฮัมมัด และแก่บรรดาทายาทผู้สืบเชื้อสายของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานพรให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว แท้จริง
พระองค์ทรงเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง

และขอพระองค์ทรงประทานความศิริมงคลแก่มุฮัมมัด แก่วงศ์วานของมุฮัมมัด
แก่บรรดาภรรยาของมุฮัมมัด และแก่บรรดาทายาทของมุฮัมมัด
เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงโปรดประทานความสิริมงคลให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีม
แท้จริง พระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง
และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง”

อิบนุ ตอวูส กล่าวว่า “บิดาของฉัน
ท่านจะกล่าวเช่นนั้นเป็นประจำ”

          
สายรายงานที่นอกเหนือจากซอฮาบะฮฺท่านนั้น ท่านอิมามบุคอรีย์ อิมามมุสลิม
และเจ้าของสุนันทั้งสี่ ได้นำเอารายงานจากบุคคลเหล่านั้นมาบันทึกไว้
และท่านอัล-อัลบานีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ซิฟะตุซซอลาตินนบี
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม”
ว่า “บันทึกโดย อะฮ์หมัด
และอัฏฏอฮาวีย์ ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องแข็งแรง”

          
ส่วนที่มีการระบุการขอให้ประทานพรให้บรรดาภรรยา และแก่บรรดาทายาทนั้น
มีปรากฏอยู่ในซอฮี๊ฮฺทั้งสองเช่นกัน จากฮะดีษของ อบี ฮุมัยดฺ อัซซาอิดีย์
อย่างไรก็ตาม นั่นมิได้บ่งบอกว่า วงศ์วานจะต้องเจาะจงเฉพาะบรรดาภรรยา
และบรรดาทายาทแต่เพียงอย่างเดียว ความจริงแล้ว เพียงต้องการยืนยันให้รู้ว่า
บรรดาท่านเหล่านั้นรวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี
มิใช่ไม่ได้รวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี ดังที่มีผู้กล่าวอ้างแต่ประการใด
เพราะฉะนั้น การเชื่อมโยงบรรดาภรรยา และบรรดาทายาทกับวงศ์วานของท่านนบี
ในฮะดีษที่ผ่านมาแล้วนั้น นับเป็นการเชื่อมโยงเฉพาะ (ค็อศ)
ไว้กับการครอบคลุมกว้างๆ (อาม) โดยมิได้เป็นการเจาะจงเฉพาะ

ท่านอิบนุล กอยยิม ได้กล่าวว่า
ภายหลังจากที่ในฮะดีษมีการระบุถึงวงศ์วาน ระบุถึงบรรดาภรรยา และบรรดาทายาท
ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ในสายรายงานฮะดีษนี้

          อย่างไรก็ตาม การนำเอาบรรดาภรรยา
บรรดาทายาท และวงศ์วานมารวมไว้ด้วยกันนั้น ความจริงแล้ว
เพียงต้องการกำหนดบุคคลเหล่านั้นโดยเจาะจงลงไปให้ชัดเจน เพื่อประกาศออกไปว่า
พวกท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะรวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี

          
เรื่องนี้เป็นเรื่องประเภทเดียวกันกับการเชื่อมโยง “อัลค็อศ”
(เจาะจงเฉพาะบุคคลตามที่มีปรากฏในฮะดีษ) โดยรวมเอาเข้าไว้กับ
“อัลอาม” (กล่าวโดยรวมๆไม่เจาะจง เช่นวงศ์วาน เป็นต้น)
และโยงในทางกลับกัน
เพื่อเป็นการเตือนให้ระวังอย่าได้ล่วงละเมิดในเกียรติยศชื่อเสียง
แห่งวงศ์วานของท่านนบี
และเพื่อเป็นการเจาะจงด้วยการกล่าวคำรำลึกให้กับบุคคลประเภทนี้โดยเฉพาะ
เพราะบุคคลประเภทนี้แหละที่มีสิทธิสมบูรณ์ที่จะอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี (ดูหนังสือ
“ญะลาอุลอัฟฮาม” หน้าที่ 338)

          ท่านนบี
ได้กล่าวว่า :

 “แท้จริง ซอดะเกาะฮฺนั้น ไม่สมควรสำหรับวงศ์วานของมุฮัมมัด
แท้จริงแล้ว มันเป็นเหงื่อไคลของผู้คน”

          ท่านอิมาม มุสลิม
ได้บันทึกฮะดีษนี้ไว้ในซอฮี๊ฮฺของท่าน ซึ่งเป็นฮะดีษของ อับดุลมุฏฏอลิบ บุตร
รอบีอะฮฺ (ฮะดีษเลขที่ 1072) ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น



فضلُ أَهْلِ البيتِ في
القرآن الكريم

  ความประเสริฐของ “อะฮฺลุ้ลบัยติ” ที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน


อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
ทรงกล่าวว่า
:

          โอ้
ผู้เป็นนบี เจ้าจงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของเจ้าเถิดว่า
หากพวกเธอปรารถนาชีวิตการเป็นอยู่ในโลกนี้ และความงดงามของมัน
ก็จงรีบมาเถิด
ฉันจะทดแทนความสุขให้พวกเธอโดยให้ความเป็นอิสระและจะปล่อยพวกเธอไปอย่างดี
งาม
(28)

         และ

ถ้าพวกเธอต้องการอัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์
และอาคิเราะฮ์แล้ว
แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงตระเตรียมไว้แล้วซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่แก่บรรดาสตรีที่
มีคุณธรรมอันงดงามในหมู่พวกเธอ
(29)

         โอ้

บรรดาภรรยาของนบีเอ๋ย
ผู้ใดในหมู่พวกเธอนำสิ่งลามกมาปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว
การลงโทษจะถูกเพิ่มแก่พวกนางเป็นทวีคูณถึงสองเท่า
และนั่นเป็นที่ง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์ (30)

 

         และ

ผู้ใดในหมู่พวกเธอเชื่อฟังต่ออัลลอฮ์
และร่อซูลของพระองค์ และปฏิบัติการงานที่ดีงาม
เรา(อัลลอฮ์)จะให้รางวัลแก่พวกเธอสองครั้ง
และเราได้ตระเตรียมสิ่งยังชีพอันดีงามไว้แล้วให้แก่พวกเธอ (31)

         โอ้

บรรดาภรรยาของนบีเอ๋ย
พวกเธอมิใช่อย่างกับสตรีอื่นๆในหมู่สตรีทั้งหลาย หากพวกเธอกลัวเกรง
ก็ไม่สมควรใช้คำพูดอ่อนหวาน
เพราะมันจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรค(ชนิดหนึ่ง)
เกิดทะเยอทะยาน แต่จงใช้คำพูดที่เหมาะสมดีงาม (32) 

         และ

จงประจำอยู่ในบ้านของพวกเธอ
และจงอย่าออกมาอวดความงามเหมือนอย่างการอวดความงาม(ของสตรี)
ในยุคงมงาย(ญาฮิลีญะฮ์)
ในยุคต้นๆก่อนอิสลาม และพวกเธอจงดำรงการละหมาด และจงชำระซะกาต
และจงเชื่อฟังอัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์
ที่จริงอัลลอฮ์ทรงต้องการจะลบล้างความผิดให้หมดไปจากพวกเธอ โอ้!
บรรดาวงศ์วาน(บรรดาภรรยาของนบี)
และพระองค์ทรงต้องการชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์จากความผิดนั้นอย่างแท้
จริง
(33)

        
และพวกเธอจงกล่าวรำลึกถึงสิ่งที่ถูกนำมาอ่านภายในบ้านของพวกเธอจากอา
ยะฮ์ต่างๆของอัลลอฮ์(อายะฮฺอัล-กุรอาน)
และอัลฮิกมะฮ์(ซุนนะฮฺของท่านรอซูล) แท้จริง อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงนุ่มนวล
อ่อนโยน
ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง (34)

(ซูเราะฮฺ อัลอะฮ์ซ๊าบ :
28-34)

ดำรัสของอัลลอฮฺ
ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่ว่า :

           ที่จริง
อัลลอฮ์ทรงต้องการจะลบล้างความผิดให้หมดไปจากพวกเธอ โอ้!
บรรดาวงศ์วาน(บรรดาภรรยาของนบี)
และพระองค์ทรงต้องการชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์จากความผิดนั้นอย่างแท้จริง  
(อัลอะฮฺซ๊าบ :
33)

         
ดำรัสนี้บ่งบอกถึงความประเสริฐของวงศ์ญาติใกล้ชิดกับท่านรอซูล  ของอัลลอฮ์
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
และพวกเหล่านั้นเป็นผู้ที่ซอดะเกาะฮ์(เงินบริจาค)เป็นที่ต้องห้าม(ฮะรอม)แก่พวกเขา 
บุคคลที่ถูกระบุโดยเฉพาะจากวงศ์วานของท่านนะบีในที่นี้คือ บรรดาภรรยา และลูกหลาน
เหลน ของท่านร่อซูล
ดังที่ได้ให้รายละเอียดมาแล้ว

         
บรรดาอายาตบ่งชี้ชัดถึงความประเสริฐอื่นๆอีกมากมาย
สำหรับบรรดาภรรยาของท่านรอซูล

         
การให้เธอเหล่านั้นพิจารณาว่า ระหว่างโลกนี้ที่มีความงดงาม
กับอัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์อีกทั้งโลกอาคิเราะฮ์นั้น พวกเธอจะเลือกเอาอย่างใด
แต่ถ้าเธอเลือกอัลลอฮ์ ร่อซูลของอัลลอฮ์ และโลกอาคิเราะฮ์แล้ว
อัลลอฮ์ก็ทรงพอพระทัยต่อพวกเธอ และเธอก็จะพึงพอใจในพระองค์

ดำรัสของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
บ่งชี้ชัดถึงความประเสริฐของบรรดาภรรยาว่า :

           …และบรรดาภรรยาของเขา(นบี) คือมารดาของพวกเขา(ผู้ศรัทธา)… (อัลอะฮฺซ๊าบ :
6)

          แท้จริง อัลลอฮ์
ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงบอกลักษณะไว้อย่างชัดเจนว่าแล้วว่า
พวกเธอนั้นเป็นมารดาของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย

และส่วนดำรัสของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า
:

          นั่นคือ
(ความโปรดปราน) อัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวของพระองค์
ซึ่งพวกเขาได้ศรัทธาและปฏิบัติความดีต่างๆ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)
ฉันจะไม่ขอค่าตอบแทนใดๆเลยต่อการเผยแพร่นี้
นอกจากเพื่อต้องการความรักความเป็นมิตรที่ดีในเครือญาติเท่านั้น
และผู้ใดประกอบความดีงาม เรา(อัลลอฮ์)จะเพิ่มความดีให้มากขึ้นแก่เขาผู้นั้น แท้จริง
อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงให้อภัย
ผู้ทรงชื่นชมต่อการกระทำเพียงเล็กน้อยด้วยการตอบแทนรางวัลอย่างมากมาย
 
(ซูเราะฮฺอัชชูรอ :
23)

          ดังนั้น
ความถูกต้องของจุดมุ่งหมายตามความหมายของอายะฮ์นี้คือ
“บุคคลในตระกูลกุเรช”
ตามที่มีปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในซอเฮี๊ยะฮ์ อัลบุคอรีย์ (เลขที่
4818)

          จากรายงานของท่าน อับดุลลอฮ์
อิบนุ อับบ๊าส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ซึ่งท่านอิมามอัลบุคอรีย์ กล่าวว่า : มฺฮัมมัด
บุตรบัซซ๊ารฺ พูดกับฉันว่า เขาได้ยินมุฮัมมัด บุตรของญะอฺฟัรฺ พูดว่า เขา(ญะอฺฟัร)
ได้ยิน ชุอฺบะฮฺ พูดกับเราว่า ได้ยินมาจากอับดุลมะลิก อิบนิ มัยซะเราะฮ์ ว่า
ฉันได้ยินตอวูซ ซึ่งเขาได้ยินมาจาก อิบนุ อับบ๊าส ว่า

         ท่านถูกถามถึงดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า
:

          …นอกจากเพื่อต้องการความรัก
ความเป็นมิตรในเครือญาติเท่านั้น…

(ซูเราะฮฺอัชชูรอ : 23)

          แล้วท่านสะอี๊ด บุตร ญุบัยรฺ
ก็พูดขึ้นว่าคำว่า “กุรบา” ในอายะฮ์นี้นั้น หมายถึง
“วงศ์วานของท่านนบี มุฮัมมัด

          ท่านอิบนุ อับบ๊าส
ได้กล่าวแก่ท่านสะอี๊ดว่า “ท่านให้ความหมายเร็วไป แท้จริง ท่านนบี
ไม่ได้เกิดมาจากตระกูลกุเรช นอกจากท่านมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับพวกเหล่านั้น
เพราะท่านกล่าวว่า
“นอกจากเพียงเพื่อให้พวกท่านทั้งหลายมีการเชื่อมสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติกับพวกเหล่านั้น
เพราะท่านกล่าวว่า “นอกจากเพียงเพื่อให้ท่านทั้งหลายมีการเชื่อมสัมพันธ์(กอรอบะฮ์)
กันระหว่างฉันกับพวกท่านในฐานะเป็นเครือญาติกัน”

          ท่าน อิบนุ กะซี๊ร
ได้อธิบายความหมายของอายะฮฺนี้ว่า : ความหมายคือ “โอ้ มุฮัมมัด
เจ้าจงพูดกับบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธาจากพวกกุเรชนั้นเถิดว่า
ฉันไม่ต้องการให้พวกท่านมอบทรัพย์สินใดๆ แก่ฉัน
เพื่อตอบแทนการเผยแพร่สาส์นจากพระผู้เป็นเจ้าของฉัน
แม้พวกท่านจะไม่ช่วยเหลือสนับสนุนฉัน แต่ก็อย่าได้ทำร้ายฉันเลย
อันเนื่องจากระหว่างฉันกับพวกท่านนั้นมีความเป็นเครือญาติ
มีความเป็นมิตรกันอยู่”

          แล้วท่านอิบนุ กะซี๊รฺ
ได้นำเอาฮะดีษของท่านอิบนุ อับบ๊าส ดังกล่าวมาระบุปิดท้าย

          และส่วน
“พวกอะฮฺลุลอะฮฺว๊าอฺ” (พวกตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ) บางคน
เจาะจงในอายะฮฺว่า “เพียงเฉพาะท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
ท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา
และทายาทผู้สืบเชื้อสายของท่านทั้งสองเท่านั้น”
จึงไม่ถูกต้องเลย
เพราะอายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาที่นครมักกะฮ์ แท้จริง
ท่านอะลีย์ได้ทำการสมรสกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ที่นครอัลมะดีนะฮ์
!

          แล้วท่านอิบนุ กะซี๊ร
ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “และการที่มีการระบุว่าอายะฮ์นี้ประทานลงมา ณ นครอัลมะดีนะฮ์
ถือเป็นเรื่องที่ห่างไกลมาก เพราะแท้จริง อายะฮ์นี้ เป็นอายะฮ์มักกียะฮ์
(ประทานที่มักกะฮ์) และในช่วงระยะเวลานั้น ยังมิปรากฏว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา มีบุตรเลย แม้แต่สักคนเดียว
เพราะท่านเองยังมิได้สมรสกับท่านอะลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
แต่ทั้งสองได้ทำการสมรสกันหลังจากสงครามบัดร ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 2
(ที่มะดีนะฮ์)”

          และที่ถูกต้องคือ
การขยายความของอายะฮ์นี้เป็นไปตามที่ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญ
และผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ตัรญุมานุลกุรอาน”
(ผู้ถ่ายทอดความหมายของอัลกุรอาน คือ ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบ๊าส
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) ดังที่ท่านอิมามบุคอรีย์ได้บันทึกเอาไว้ และหลังจากนั้น
ท่านได้ระบุสิ่งที่บ่งบอกถึงความประเสริฐของวงศ์วานของท่านร่อซูล
ที่มีมาจาก “อัซซุนนะฮ์” และจากรายงานต่างๆ
ที่เป็นคำพูดของท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา อีกด้วย


مُجْمل عقيدة أهل
السُّنة والجماعة في أهل البيت

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่น
(อะกีดะฮฺ)ของ อะฮฺลุซุนนะฮฺ
วัลญะมาอะฮฺ ที่มีต่อ “อะฮฺลุ้ลบัยติ”

          หลักเชื่อมั่นของชาวซุนนะฮ์นั้น
จะอยู่กึ่งกลางระหว่างการเชื่อมั่นที่เลยเถิดจนออกนอกขอบเขต
กับการเชื่อมั่นที่ขาดตกบกพร่องและไม่ถูกต้อง 
เนื่องจากการเชื่อมั่นที่เกินเลยขอบเขตหรือการเหินห่างหมางเมินจะไม่สนใจต่อประเด็นปัญหาต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับหลักการยึดมั่น และการศรัทธา

           การอยู่กึ่งกลางระหว่างความเชื่อมั่นนั้น คือ
หลักเชื่อมั่นของ “อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” ที่มีต่อวงศ์วาน
และครอบครัวของท่านร่อซูล 
แท้จริง กลุ่ม “อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ”
รับผู้ที่เป็นมุสลิมทั้งชายและหญิงทุกคนที่มีเชื้อสายจาก อัลดุลมุฏฏอลิบ มาเป็นมิตร
เช่นเดียวกันรวมทั้งบรรดาภรรยาของท่านนะบี  ทั้งหมดด้วย
พวกเขารักทุกคนที่มาจากวงศ์วานของท่านนะบี  และกล่าวคำสรรเสริญสดุดีแก่ท่าน
อีกทั้งยังได้เทิดตำแหน่งของบรรดาท่านเหล่านั้นให้อยู่ในฐานะที่คู่ควรและเหมาะสมด้วยความเป็นธรรม
มิใช่กระทำด้วยอารมณ์ใฝ่ต่ำ และมิใช่กระทำแบบการเดาสุ่ม ออกนอกลู่นอกทาง

พวกเขารู้จักดีถึงความประเสริฐของบุคคลที่อัลลอฮฺ  ได้ทรงรวมระหว่างเกียรติยศของการอีมานศรัทธา
และเกียรติยศทางเชื้อสายไว้ให้อยู่ในตัวของผู้นั้น ดังนั้น
ผู้ใดที่มาจากวงศ์วานของท่านร่อซูล 
และเป็นซอฮาบะฮฺ์ของท่านร่อซูล “อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ”
ก็จะมอบความรักให้แก่บุคคลนั้น อันเนื่องจากความศรัทธา และความยำเกรง(ตักวา)ของเขา
และเนื่องจากเขาเป็นมิตรสหาย เป็นเครือญาติที่ใกล้ชิดกับท่านร่อซูล 

           สำหรับผู้ที่มาจากวงศ์วานที่มิได้เป็นซอฮาบะฮฺ
ซึ่งเป็นบุคคลที่เกิดไม่ทันและไม่ได้พบท่านร่อซูล 
แต่มีความศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ จะไม่เรียกว่า “ซอฮาบะฮฺ” แต่จะเรียกว่า “ตาบิอีน”
อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ จะมอบความรัก ความเคารพแก่บุคคลเหล่านั้น
เนื่องจากการศรัทธาและตักวา (เกรงกลัวอัลลอฮฺ์ ) และความเป็นญาติใกล้ชิดของท่านร่อซูล 
และพวกเขาเห็นว่าเกียรติยศที่เกิดจากเชื้อสายนั้นขึ้นอยู่กับเกียรติยศของการศรัทธา

           “และผู้ใดที่อัลลอฮฺ ได้ทรงรวมสิ่งสองประการนั้นไว้ให้แก่เขา แน่นอน พระองค์อัลลอฮฺ
ได้ทรงรวบรวมความดีทั้งสองอย่างไว้ให้แก่เขาแล้ว (ความดีในดุนยา
และอาคิเราะฮฺ)”

           และถ้าผู้ใดมิได้รับผลสำเร็จ (เตาฟิก)
ที่นำไปสู่การศรัทธาอีมานแล้ว แน่นอน เกียรติยศ และเชื้อสายวงศ์ตระกูล
จะไม่ยังประโยชน์อันใดแก่เขาผู้นั้นเลย อัลลอฮฺ ได้ทรงกล่าวยืนยันไว้ว่า :


قال الله تعالى :  إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِنْدَ اللَّهِ أَتْقَاكُمْ

(سورة الحجرات
: ١٣)

          “แท้จริง
ผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮฺ คือผู้ที่ตักวา(กลัวเกรงอัลลอฮฺ)
ยิ่งในหมู่พวกเจ้า”
(อัลฮุญุร๊อต : 13)

           ท่านรอซูล 
ได้กล่าวไว้ในฮะดีษตอนหนึ่ง
ซึ่งมีข้อความยาวที่ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในซอฮีฮฺของท่าน (เลขที่ 2699)
จากท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลลอฮุอันฮุ ว่า 

“ผู้ใดที่การกระทำของเขาทำให้เขาล่าช้าไป
เชื้อสายของเขาก็จะไม่ทำให้เขาเร็วขึ้นได้เลย”

           ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ รอญับ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ
ได้กล่าวย้ำไว้ในการอธิบายฮะดีษนี้ ในตำราของท่านที่มีชื่อว่า “ญามิฮฺ
อัลอุลูม วัลฮิกัม”
(หน้าที่ 308) มีความหมายว่า : การกระทำเท่านั้น
เป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้เป็นบ่าวบรรลุสู่ระดับขั้นต่างๆ
แห่งโลกอาคิเราะฮฺได้
ดังที่อัลลอฮฺ ได้ทรงกล่าวไว้ว่า :


قال الله تعالى :  وَلِكُلٍّ دَرَجَاتٌ مِمَّا
عَمِلُوا
 
 

(سورة الأنعام : ١٣٢)

            “และสำหรับแต่ละคนนั้น
มีหลายระดับขั้นต่างกัน เนื่องจากสิ่งที่เขาได้กระทำไว้…”
(อัลอันอาม :
132)

          
ดังนั้น
ผู้ใดที่การกระทำของเขาได้ถ่วงเวลาให้เขาล่าช้าในการเข้าสู่ฐานะตำแหน่งอันสูงส่ง ณ
อัลลอฮฺ แล้ว
เชื้อสายของเขาจะไม่ทำให้เขาไปเร็วขึ้นจนเข้าสู่ระดับชั้นต่างๆได้เลย
เพราะอัลลอฮฺทรงตอบแทนรางวัลให้เหมาะสมคู่ควรกับการงานต่างๆ
มิใช่ปรับให้เหมาะสมคู่ควรกับเชื้อสาย วงศ์ตระกูล

ดังที่อัลลอฮฺ ได้ทรงกล่าวไว้ว่า :


قال الله تعالى : فَإِذَا نُفِخَ فِي الصُّورِ فَلا أَنْسَابَ بَيْنَهُمْ
يَوْمَئِذٍ وَلا يَتَسَاءَلُونَ
 

(سورة المؤمنون : ١٠١)

          “… ดังนั้น
เมื่อใดที่สังข์ถูกเป่าขึ้น
เมื่อนั้นจะไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติในระหว่างพวกเขาในวันนั้น
และพวกเขาจะไม่ถามไถ่ซึ่งกันและกัน…”
 

(อัลมุอฺมินูน : 101)

           อัลลอฮฺ ทรงใช้ให้เร่งรีบไปสู่การอภัยโทษ
และสู่ความกรุณาของพระองค์ด้วยการกระทำงานต่างๆ ดังที่พระองค์ ทรงตรัสไว้ว่า :


قال الله تعالى :    وَسَارِعُوا إِلَى مَغْفِرَةٍ مِنْ
رَبِّكُمْ وَجَنَّةٍ عَرْضُهَا السَّمَاوَاتُ وَالأرْضُ أُعِدَّتْ
لِلْمُتَّقِينَ
(١٣٣)
 

الَّذِينَ يُنْفِقُونَ فِي السَّرَّاءِ وَالضَّرَّاءِ
وَالْكَاظِمِينَ الْغَيْظَ وَالْعَافِينَ عَنِ النَّاسِ وَاللَّهُ يُحِبُّ
الْمُحْسِنِينَ
(١٣٤)  …

(سورة آل عمران  : ١٣٤-١٣٣)

          “ พวกเจ้าทั้งหลาย
จงรีบเร่งไปสู่การอภัยโทษ จากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าเถิด และจงรีบไปสู่สวรรค์
ซึ่งความกว้างของมันนั้น คือ (เท่ากับ) บรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน
ซึ่งได้ถูกตระเตรียมไว้แล้ว แก่บรรดาผู้ตั๊กวา (กลัวเกรง อัลลอฮฺ) คือ
บรรดาผู้ที่บริจาคทั้งในยามสุขสบาย และในยามทุกข์ยาก
และบรรดาผู้ที่อดกลั้นต่อความโกรธ”
(อาละอิมรอน : 133-134)

อัลลอฮฺ ทรงตรัสว่า :


قال الله تعالى :  
إِنَّ الَّذِينَ هُمْ
مِنْ خَشْيَةِ رَبِّهِمْ مُشْفِقُونَ (٥٧)

وَالَّذِينَ هُمْ بِآيَاتِ رَبِّهِمْ يُؤْمِنُونَ
(٥٨)

وَالَّذِينَ هُمْ بِرَبِّهِمْ لا يُشْرِكُونَ (٥٩)

وَالَّذِينَ يُؤْتُونَ مَا آتَوْا وَقُلُوبُهُمْ وَجِلَةٌ أَنَّهُمْ
إِلَى رَبِّهِمْ رَاجِعُونَ (٦٠)

أُولَئِكَ يُسَارِعُونَ فِي الْخَيْرَاتِ وَهُمْ لَهَا سَابِقُونَ
(٦١)

(سورة المؤمنون : ٥٧-٦١)

           “แท้จริง
พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้มีจิตใจยำเกรง ซึ่งเกิดจากความกลัวเกรงพระเจ้าของพวกเขา
และบรรดาผู้ที่พวกเขาศรัทธาต่อบรรดาโองการต่างๆ(อายะฮฺอัลกุรอาน)
ของพระเจ้าของพวกเขา และบรรดาผู้ที่ไม่ตั้งภาคีต่อพระเจ้าของพวกเขา
และบรรดาผู้ที่บริจาคสิ่งที่เขาได้รับมาโดยหัวใจของพวกเขามีความหวั่นกลัวว่า
พวกเขาจะต้องกลับไปพบพระเจ้าของพวกเขาอย่างแน่นอน พวกเหล่านั้นแหละ เจ้า(มุฮัมมัด)
กำลังรีบเร่งไปประกอบคุณงามความดีต่างๆ และพวกเขาเหล่านั้น
เป็นผู้สมควรรุดหน้าสู่ความดีนั้นก่อน”
(อัลมุอฺมินูน 57-61)

           ต่อมาท่าน อัลฮาฟิซ อิบนุ รอญับ
ได้ระบุตัวบทต่างๆที่ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการกระทำงานต่างๆที่ดีงาม
และให้มีความรักความเป็นญาติใกล้ชิดกับท่านร่อซูล
สิ่งนั้นได้มาจากการกลัวเกรง และจากการทำงานที่ดีงามต่างหาก
แล้วท่านก็ปิดท้ายด้วยฮะดีษของท่านอัมรุบนิลอ๊าศ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ซึ่งปรากฏอยู่ในซอฮี๊ฮฺ อัลบุคอรีย์ (เลขที่ 5990) และซอฮี๊ฮฺมุสลิม (เลขที่ 215)
และท่านอัลฮาฟิซ อับนุ รอญับ ก็กล่าวว่า สิ่งที่มีปรากฏในซอฮีฮัยนฺ
ทั้งสองนั้นจะยืนยันเรื่องนี้ทั้งหมด

จากรายงานของท่านอัมริบนิลอ๊าศ ว่า เขาได้ยินท่านนะบี  กล่าวว่า :

           “แท้จริง
ตระกูลของคนหนึ่งคนใด หาใช่เป็นผู้ให้ความคุ้มครองช่วยเหลือแก่ฉันไม่ และอันที่จริง
ผู้ที่เป็นผู้คุ้มครองช่วยเหลือฉัน คือ อัลลอฮฺ ตะอาลา
และผู้ที่มีความดีงามจากบรรดาผู้ศรัทธาเท่านั้น”

           ท่านได้ชี้ให้เห็นว่า ความรัก ความใกล้ชิด (วะลายะฮฺ)
ของท่าน ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยกับเชื้อสาย ถึงแม้จะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม
ที่จริงแล้วมันเกิดขึ้นด้วยกับการศรัทธา และด้วยการงานที่ดีงาม ดังนั้น
ผู้ใดที่มีการศรัทธามีการงานที่สมบูรณ์ยิ่ง
เขาผู้นั้นจะมีความรักความใกล้ชิดอันยิ่งใหญ่ต่อท่าน
ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมีเชื้อสายใกล้ชิดกับท่านหรือไม่ก็ตาม ตามความหมายนี้
มีบางคนพูดว่า

           
“ขอสาบานต่ออัลลอฮฺด้วยกับชีวิตของท่าน เขา “ผู้นั้น” ไม่ใช่มนุษย์
นอกจากด้วยศาสนาของเขา ดังนั้น ท่านอย่าทิ้งการกลัวเกรงอัลลอฮฺ (ตักวา)
โดยหันไปพึ่งพาอาศัยเชื้อสาย แท้จริง อิสลามได้ยกย่อง ซัลมาน ชาวฟารีซี่ย์
ให้สูงส่ง และการตั้งภาคี (ชิริก) ทำให้ อบู ละฮับ
ผู้มาจากตระกูลอันสูงศักดิ์ต้องต่ำต้อย”